เรื่องเด่น

พี่เขยโหดจ่อยิงน้องเมีย 5 นัด ดับสลด เหตุเพราะมีน้ำใจให้เงิน แต่หาว่าดูถูก!

(10 พ.ย.62) เมื่อเวลา 22.00 น. พ.ต.ท. พนัส  หมุนวงศ์ รอง ผกก.สส. สภ.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุยิงกัน มีผู้เสียชีวิตที่ หมู่ที่ 7 ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.เสกสิทธิ์  สุวรรณฤทธิ์  รอง ผบก ตร. จ.ชุมพร พ.ต.อ.อุดร  แก้วสุขศรี  ผกก.สภ.นาสัก และกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งรุดที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้อยู่ไกล้โรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า หมู่ที่  7 ต. นาสัก อ. สวี  จ. ชุมพร ภายในซอยสาวเอ้ พบว่าผู้ถูกยิงมีผู้นำส่ง รพ.ทุ่งตะโก ชื่อ นายสุระ อายุ 41 ปี อาชีพทำสวนทุเรียน แต่ได้เสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ ชันสูตรพลิกศพพบว่าถูกยิง เข้าที่บริเวณลำตัวจำนวน 5 นัด ที่บาดแผลมีรอยเขม่าดินปืนแสดงถึงการจ่อยิงแบบเผาขน

พ.ต.อ. อุดร สั่งการให้ตำรวจตรึงกำลังในพื้นที่ เกิดเหตุ เนื่องจากทราบว่ามือปืนผู้ลงมือยิงยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุหลังจากทำการตรวจสอบพบว่ามือปืน คือ นายถาวร อายุ 50 ปี เจ้าของบ้านหลังที่เกิดเหตุได้ขึ้นไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักบนบ้าน  ตำรวจได้เกลี้ยกล่อมจนยอมให้ควบคุมตัวแล้วนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ.นาสัก

จากการสอบสวนได้การว่า ผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตเป็นน้องเมียของนายถาวร ชื่อนางสุภา อายุ 49 ปี  นางสุภาเล่าว่าก่อนเกิดเหตุช่วงหัวค่ำนายถาวรและนายสุระนั่งดื่มเหล้ากันที่ร้านค้าข้างบ้าน  ในระหว่างนั้นนายสุระได้ถามนายถาวรพี่เขยว่าจะนำนางสุภาพี่สาวไปพบแพทย์หรือไม่  ถ้าไม่มีเงินให้เอาเงินของนายสุระไปก็ได้ ทำให้นายถาวรซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาไม่พอใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า พูดอย่างนี้ดูถูกกันนี่หว่า แล้วเดินขึ้นไปบนห้องพักนำปืนขนาด 7.65 แมกนั่ม ลงมายิงใส่นายสุระซึ่งเดินติดตามมาที่บริเวณหน้าบ้านกระสุนโดนเข้าที่บริเวณลำตัวนายสุระ 1 นัด แล้วนายสุระวิ่งหนีไปล้มลงที่สนามหญ้าหน้าบ้าน นายถาวรตามมายิงซ้ำอีก 4 นัด แล้วหลบหนีขึ้นไปซ่อนตัวบนห้องพัก ต่อมาญาติพี่น้องได้นำร่างของ นายสุระส่งโรงพยาบาลทุ่งตะโกแต่ขาดใจตายก่อนถึงมือแพท

ในเวลา 00.00 น. วันที่ 11 พ.ย.62 ตำรวจหน่วยพิสูจน์หลักฐาน ชุมพรได้เดินทางมาเก็บเขม่าดินปืนตามร่างกายของนายถาวรและเดินทางไปเก็บหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุเพื่อประกอบคำรับสารภาพ ตำรวจได้ตั้งข้อหานายถาวรว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป

เรื่องเด่น

พ่อเลี้ยงอำมหิตบุกบ้านข่มขืนลูก ขัดขืนโดนทุบ-แทงพรุน วิ่งหนีตายเลือดโชก

เด็กสาวชาวเมียนมาวิ่งหนีตายออกมาจากบ้าน สภาพเลือดไหลโชกตัว ขอความช่วยเหลือจากแม่ค้าร้านข้าวแกง โดยกรรไกรแทงร่างพรุน หลังพ่อเลี้ยงบุกพยายามข่มขืน แต่ขัดขืนไม่ยินยอม

เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ร้อยตำรวจเอกสามารถ สีนวล ร้อยเวรอาญาประจำวัน สภ.แม่สอด ได้รับแจ้งเกิดเหตุเด็กสาวถูกทำร้ายร่างกาย ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง บริเวณใกล้กับร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน สี่แยก 33 ซอยกลาง ถนนเฉลิมเทพ เขตเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จึงขอประสานหน่วยกู้ชีพกู้ภัยไปที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบเด็กสาวสวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น สภาพเลือดไหลเปียกโชกเต็มไปทั้งตัว บริเวณศีรษะมีร่องรอยถูกทำร้าย ตามลำตัว เนื่องจากถูกอาวุธมีคมทิ่มแทงกว่า 10 จุด เจ้าหน้าที่รีบปฐมพยาบาลแล้วนำส่งโรงพยาบาลแม่สอดในทันที

ขณะที่เจ้าของร้านอาหารได้เปิดเผยว่า ระหว่างที่กำลังขายของอยู่ตามปกติ อยู่ๆ ก็มีเด็กสาวโผล่วิ่งออกมาจากบ้านเช่า 2 ชั้น จากฝั่งตรงข้ามของร้าน สภาพเลือดไหลนองเต็มตัว ดูมีท่าทางหวาดผวาเหมือนวิ่งเหมือนหนีตายมาขอความช่วยเหลือ ตนจึงรีบช่วยเหลือไว้และแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ขณะที่หญิงสาวนอนอยู่พยายามให้การกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ถูกตีด้วยเหล็กและแทงด้วยกรรไกร ซึ่งผู้ก่อเหตุก็คือพ่อเลี้ยง และหลังจากนั้นเด็กสาวก็หมดสติลงไป เพราะมีอาการบอบช้ำและเสียเลือดมาก

ในเวลาต่อมา ทางญาติและคนรู้จักเด็กสาวรายนี้ ได้เปิดเผยว่า เด็กสาวคนดังกล่าวอายุประมาณ 13-14 ปี เป็นชาวเมียนมา ปัจจุบันเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมที่โรงเรียนเด็กไร้พรมแดน ขณะเกิดเหตุอยู่ภายในบ้านเพียงลำพัง และได้มี นายมิว อายุ 40 ปี ชาวเมียนมา ซึ่งเป็นอดีตพ่อเลี้ยงของเด็กสาว ที่เลิกรากับแม่ของเด็กไปแล้ว ได้บุกเข้ามาที่บ้าน

ช่วงจังหวะนั้นเด็กกำลังอาบน้ำ นายมิวจึงได้สบโอกาสบุกเข้าไปหวังข่มขืนกระทำชำเรา แต่เด็กสาวขัดขืนต่อสู้และไม่ยินยอม ทำให้พ่อเลี้ยงคว้าใช้เหล็กแป๊ปฟาดไป 3 ครั้ง แล้วลากเด็กไปยังห้องน้ำ เพื่อกดน้ำพยายามฆ่าให้ตาย พร้อมกับใช้กรรไกรแทงไปตามลำตัวกว่า 10 แผล กระทั่งเด็กหญิงแน่นิ่งไป

ตอนนั้น นายมิว คิดว่าลูกเลี้ยงคงเสียชีวิตไปแล้ว จึงได้รีบหลบหนีออกไปจากบ้าน แต่ปรากฏว่าเด็กหญิงกัดฟันลุกขึ้นวิ่งหนีออกจากบ้าน ข้ามถนนไปขอความช่วยเหลือจากแมค้าที่ร้านค้าอาหารดังกล่าว และรอดชีวิต แต่ขณะนี้ยังอาการบาดเจ็บสาหัสอยู่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด ได้เข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พบว่ามีกลิ่นความเลือดเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว บริเวณห้องครัวหลังบ้านมีร่องรอยการต่อสู้ คราบเลือดหยดเป็นหย่อมๆ ส่วนในห้องน้ำพบกองเลือดจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุภายในบ้าน ทั้งกรรไกรและแป๊ปเหล็ก ก่อนจะประสานงานนำภาพสเก็ตซ์ ล่าตัวพ่อเลี้ยงโหดรายนี้มาดำเนินคดี

เรื่องเด่น

โชเฟอร์สิบล้อยิงดับหนุ่มโรงงาน อ้างแค้นถูกหาว่าเป็นนักร้องเสียงเพี้ยน

ตำรวจบุกรวบโชเฟอร์สิบล้อมือซัลโวหนุ่มโรงงานดับ แอบย่องกลับบ้านไปกอดลาเมีย หลังหลบหนีเหตุอุกอาจไปหลายวัน สารภาพแค้นอีกฝ่ายตามด่า เพราะตัวเองร้องเพลงเสียงเพี้ยน

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายยงยุทธ์ อายุ 36 ปี ถูกคนขับรถบรรทุกใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต บริเวณลานจอดรถหน้าโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ริมถนนสามโคก-เสนา ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สาเหตุมาจากการทะเลาะวิวาทภายในร้านคาราโอเกะใกล้กับที่เกิดเหตุ เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 26 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ นายธวัชชัยง อายุ 30 ปี คนขับรถยนต์บรรทุก และได้ทำการขอศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับในข้อหาฆ่าผู้อื่น ในเวลาต่อมา

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อช่วงกลางดึกวันนี้ (31 ต.ค.) พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สมศักดิ์ หน่องพงษ์ ผกก สส.ภ.จว.ลพบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัว นายธวัชชัย ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ที่บริเวณหมู่บ้านเอื้ออาทรลพบุรี พร้อมกับอาวุธปืนขนาด .38 ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวมาสอบสวนนั้น นายธวัชชัยได้ขอสวมกอดภรรยาก่อนจะลาจากด้วย

จากการสอบสวน นายธวัชชัย ให้การรับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุตนกับเพื่อนคนขับรถบบรรทุกอีก 2 คน ได้เข้าไปเที่ยว นั่งดื่มสุราและร้องคาราโอเกะ ภายในร้านคาราโอเกะใกล้กับที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นถูก นายยงยุทธ์ ผู้เสียชีวิต เข้ามาต่อว่าเรื่องเสียงของตน อ้างว่าตนร้องเพลงไม่เพราะ ทำให้เกิดมีปากเสียงกัน

จากนั้นตนกับเพื่อนได้ออกไปนอนพักผ่อนบนรถยนต์บรรทุก แต่นึกว่าเรื่องจะจบแล้ว ปรากฏว่า นายยงยุทธ์ ยังตามมาต่อว่าอีกด่าทออีก ซ้ำยังลามปามไปถึงบุพการี ตนพยายามบอกให้เลิกก็ยังไม่ยอมหยุด จึงชักอาวุธปืนออกมายิงจนเสียชีวิต จากนั้นได้ขับรถหลบหนีไป แต่ด้วยความคิดถึงบ้านและเตรียมที่จะเข้ามอบตัวจึงได้ย้อนกลับมาที่บ้านใน จ.ลพบุรี กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในที่สุด

เรื่องเด่น

ติดต่อไม่ได้ 5 วัน หนุ่มศพเน่าคาห้องใต้บันได โพสต์สุดท้าย “กรุณาพูดว่าสะใจ”

(28 ต.ต.62) เมื่อเวลา 19.00 น. ศูนย์วิทยุแจ้งเหตุ สถานีตำรวจภูธรศรีราชา  ได้รับแจ้งเหตุว่าอาจมีผู้เสียชีวิตในบ้านเลขที่ 210/95 หมู่ 5 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังไม่สามารถติดต่อเจ้าของบ้านได้เป็นเวลา 5 วันแล้ว  จึงว่าจ้างจักรยานยนต์รับจ้างให้ไปตรวจสอบ พบว่าในบ้านมีกลิ่นเหม็นคล้ายซากศพ  จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปร่วมตรวจสอบ จึงประสาน พ.ต.ท.อมรวัฒน์ ปานดี สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรศรีราชา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างประทีปธรรมสถานเข้าร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์โฮมสองชั้นปลูกติดกัน พบชาวบ้านที่ทราบข่าวเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ  โดยพบว่าประตูบ้านล็อกจากด้านในด้วยกุญแจตัวยู  ส่วนประตูกระจกเจ้าของบ้านได้ให้กุญแจมาไขเรียบร้อยแล้ว  เมื่อเปิดประตูออกมาก็มีกลิ่นเน่าเหม็นคล้ายซากศพลอยออกมา จึงเข้าไปตรวจสอบในบ้านบริเวณห้องใต้บันไดก็พบน้ำเหลืองไหลออกมาจากห้องดังกล่าว จึงทำการตรวจสอบในห้องพบร่างผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายศักดิ์ชัย  อายุ 31 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานโรงงานในแผนกไอที ของโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ชื่อดังในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง นอนหงายเสียชีวิตในสภาพบวมอืด สวมกางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว

ภายในห้องพบเตาปิ้งย่างวางอยู่ด้านใน พร้อมทั้งถ่านที่ผ่านการจุดไฟจนมอดดับแล้ว สภาพศพคาดเสียชีวิตมาประมาณ 4-5 วัน  เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินมีค่าแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบหมายให้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

จากการสอบสวน นายสัญติชัย จักรยานยนต์รับจ้างที่พบศพผู้เสียชีวิตเป็นคนแรกเปิดเผยว่า เพื่อนผู้เสียชีวิตได้โทรว่าจ้างให้ตนเองมาตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว หลังจากแฟนของเจ้าของบ้านที่อยู่ต่างประเทศไม่สามารถติดต่อผู้เสียชีวิตได้มานานถึง 5 วันแล้ว เมื่อมาถึงบ้านเห็นบ้านล็อก จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาอย่างรุนแรง รวมทั้งเห็นแมลงวันจำนวนมากด้วย จึงแจ้งเหตุการณ์ให้ผู้ว่าจ้างฟัง เมื่อทราบดังนั้น ปลายสายอุทานออกมาว่า “ว้ายยย..สงสัยจะฆ่าตัวตายแน่เลย” ตนจึงบอกให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบโดยด่วน

จากการสอบสวนเพื่อนผู้เสียชีวิตเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรให้ใครฟัง แต่ทราบว่าแฟนของผู้เสียชีวิตไปทำงานอยู่ต่างประเทศได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ก่อนหน้านั้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ในเวลา 22.00 น.  ผู้เสียชีวิตก็โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า “อย่าให้ได้ยินพูดว่าเสียใจ กรุณาพูดว่าสะใจ บาย ๆ “ ก่อนข้อความนั้นจะลบไป แต่เพื่อนในเฟซบุ๊กสามารถเซฟข้อความดังกล่าวไว้ได้   หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อผู้เสียชีวิตได้เลย จึงคาดว่าผู้เสียชีวิตคงจะเครียดหรือมีปัญหาทะเลาะกับแฟนสาวที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำให้คิดน้อยใจ จึงก่อเหตุฆ่าตัวตายดังกล่าว

เรื่องเด่น

สาวทอมรมควันดับคาห้องเช่า ทิ้งจดหมายบอกลาแฟน “รู้สึกดีทุกครั้งที่เธอบ่น”

(22 ต.ค.62) เมื่อเวลา 17.00 น. ร.ต.ท.จิรัสสิทธ์ เพ็ชรทองมา รองสารวัตรสอบสวนสภ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีสาวทอมรมควันฆ่าตัวตาย ในห้องเช่า อพาร์ทเม้นท์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ เดินทางเข้าตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่ารายวันห้องที่ 202 ชั้นสอง ภายในห้องพบศพของ นางสาวนา (สงวนชื่อและนามสกุลจริง) อายุ 31 ปี นอนเสียชีวิตคว่ำหน้าอยู่ข้างเตียงนอนตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องลอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด โดยที่ปลายเตียงมีถาดอลูมีเนียมที่ซ้อนด้วยกระดาษฟอยล์วางอยู่ 2 ถาด บนกระดาษฟอยล์พบกองขี้เถ้าของถ่านหุงข้าวที่ไหม้หมดแล้วอยู่เต็มทั้งสองถาด ตามขอบประตูหน้าต่างใช้ผ้าอุดกันควันรั่วไหลออกด้านนอก พร้อมด้วยกระป๋องเบียร์ ที่ถูกทิ้งไว้ในถังขยะข้างเตียง

และบนเตียงนอนยังพบสมุดที่ผู้ตายเขียนข้อความสั่งเสียเอาไว้วางอยู่ 1 เล่ม ซึ่งมีการเขียนข้อความไว้ว่า “นาคิดว่า นาไม่ไหวกับทุกสิ่งแล้วถึงทำแบบนี้ นาไม่สามารถไปต่อได้อีก ขอโทษด้วยนะที่ปีหน้าไม่สามารถพาไปเขาคิชกูฏได้ เรารักต่ายนะ รู้สึกดีทุกครั้งที่เธอบ่น เธอหวังดี และฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยว่ารักเสมอ ขอโทษด้วยที่ทำแบบนี้ ให้เธออโหสิกรรมให้นาด้วย พาไปงานเจดีย์สมใจแล้วนะ ขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านมารักนะต่าย ฉันรักเธอ แต่ฉันไม่รู้จะสู้ต่อไปได้ยังไง ถ้าผมเป็นอะไรให้โทรหาเบอร์นี้นะครับ 086361xxxx (ต่าย) เค้าเป็นแฟนผม” และในห้องที่เกิดเหตุไม่พบร่องลอยการต่อสู้แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามคนดูแลอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าวได้ทราบว่า  ผู้ตายเข้ามาขอเปิดห้องพักรายวันเวลาประมาณ 13.00 น. ของเมื่อวานนี้ กระทั่งถึงช่วงบ่ายของวันนี้ซึ่งครบเวลาผู้ตายจะต้องเช็กเอาต์ออกจากห้อง ผู้ดูแลหอพักจึงโทรศัพท์ไปที่ห้องเพื่อแจ้งให้ผู้ตายทราบ  แต่ไม่มีคนรับสายจึงได้ให้แม่บ้านขึ้นไปเคาะประตูเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ประตูถูกล็อกจากด้านใน จึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มาช่วยเปิดประตูเข้าไป ได้พบว่าผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่ข้างเตียงนอนและภายในห้องมีแต่กลิ่นเหม็นของควันไฟฟุ้งกระจายไปทั่งห้องพร้อมด้วยถาดที่มีแต่ขี้เถ้าของถ่านหุงต้มวางอยู่ปลายเตียง 2 ถาด

เรื่องเด่น

จับกุม “ดอกเตอร์ลิเดีย” แชร์ทองลวงโลก เหยื่อ 1,500 ราย สูญ 1,500 ล้าน

กองปราบ จับ ดร.ลิเดีย แชร์ทองลวงโลก หลอกผู้เสียหาย นับ 1,500 ราย มูลค่าความเสียหาย กว่า 1,500 ล้านบาท

(17 ต.ค.62) พ.ต.อ.สุรพงศ์  ชาติเสือ รองผู้บังคับการปราบปราม พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงจับกุม น.ส.ปริยันก้า อายุ 41 ปี อดีตสาวโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 236/2562 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2562 ใน ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง”

จากกรณีเมื่อประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย.2562 มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลาย 100 คน ทั่วประเทศได้เดินทางไปร้องทุกข์ต่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน และศูนย์ดำรงธรรม และ ผู้บังคับการปราบปราม ว่าถูก บริษัท โกลด์ ฟาเธอร์ 1978 จำกัด หลอกลงทุนซื้อขายทองคำแท่งและรูปพรรณ มูลค่าความเสียหาย กว่า 1,500 ล้านบาท ผู้เสียหายกว่า 1,500 คนทั่วประเทศ

ซึ่งบริษัท โกลด์ ฟาเธอร์ 1978 จำกัด มี นางสาวปริยันก้า หรือ ดร.ลิเดีย และ นายชนุตม์ คู่สามีภรรยา อ้างจบดอกเตอร์จากอเมริกา เป็นกรรมการผู้จัดการร่วมบริหารบริษัท เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560

โดย นางสาวปริยันก้า ผู้ต้องหาสำคัญ มีการ จัดสัมมนา โฆษณาชักจูงให้ร่วมออมทองและเก็งกำไรทองคำแท่งล่วงหน้า และการขายทองคำออนไลน์ และเวบไซด์บริษัท สร้างความน่าเชื่อถือ อ้างว่าซื้อทองถูกกว่าท้องตลาดถึงร้อยละ15-20 ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปให้ ผ่านทางบัญชีบริษัท และผ่านทางบัญชี ของประธานบริษัท ครั้งละหลายแสน หรือหลายสิบล้านบาท รวมเงินหมุนเวียน กว่า 1,500 ล้านบาท ก่อนที่จะเชิดเงินแล้วหลบหนี

ทั้งนี้จากการตรวจค้นบ้านพักสุดหรูของผู้ต้องหา ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบของกลาง เป็นเอกสารทางการเงินกว่า 2,000 รายการ จึงยึดไว้ตรวจสอบต่อไป จากการตรวจสอบประวัติ นางสาวปริยันก้า พบว่า มีการเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 6 ชื่อ และมีหมายจับคดีฉ้อโกง รวม 14 หมาย

เรื่องเด่น

ผัวใหม่ขี้หึง ระแวงเมียกลับไปเยี่ยมลูกบ่อย บุกถึงบ้านฟันผัวเก่าหน้าแหก-แขนหวิดขาด

เมื่อเวลา 21.00น. (15 ต.ค.62) ร.ต.อ.สุขอินทร์ ราจันทร์แก้ว รอง.สว.(สอบสวน) สภ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายที่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 13 บ้านโนนชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บสวมกางเกงขาสั้นสีเหลืองเพียงตัวเดียว ทราบชื่อ นายปัตทวี อายุ 22 ปี หนุ่มโรงงานเทปใส เทปกาว ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เพราะถูกมีดฟันที่ใบหน้า ศีรษะ ลำตัวเต็มไปเลือดและบาดแผลที่ข้อมือขวามีบาดแผลฉกรรจ์ถูกมีดฟันเป็นแผลลึกเกือบขาด จึงรีบนำตัวส่ง รพ.บึงโขงหลง

นางขวัญฤดี สุขรี่ อายุ 24 ปี พี่สาวผู้บาดเจ็บซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ตำรวจฟังว่า ขณะที่กำลังจะเข้าห้องนอนได้ยินเสียงคนมาเรียกน้องชาย จึงลุกจากที่นอนขึ้นมาดูพร้อมกับอุ้มลูกสาววัยเพียง 1 ขวบมาด้วย ส่วนน้องชายก็เดินมาเปิดประตูเพื่อดูว่าใครมาเรียก ขณะเปิดบานประตูออกก็ถูกคนร้ายจู่โจมชนิดไม่ได้ตั้งตัว ใช้มีดฟันทั้งศีรษะจนเส้นผมขาดกระจุยกระจาย ฟันเข้าใบหน้า ต้องยกแขนขึ้นมาปกป้องแต่ก็ถูกคนร้ายฟันเข้าที่ข้อมือด้านขวาจนห้อยร่องแร่งหวิดขาด จึงได้ตะโกนเรียกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงช่วยเหลือ

ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุได้วิ่งหนีพร้อมถือมีดสปาต้าไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนติดเครื่องยนต์รอหลบหนีไป คนร้ายรายนี้เห็นหน้าชัดเจนคือ นายธนพงษ์ อายุ 24 ปี เป็นสามีใหม่อดีตภรรยาของนายปัตทวี

ส่วนสาเหตุการถูกทำร้ายครั้งนี้  นายปัตทวี เล่าว่าน่าจะมาจากมูลเหตุดังนี้คือ เมื่อหลายปีก่อนตนเองเคยแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวคนหนึ่ง จนมีลูกด้วยกัน 1 คน อายุ 4 ขวบแล้ว อยู่ต่อมาได้เลิกรากันไป จนเธอไปได้สามีใหม่คือ นายธนพงษ์ นานๆ จะมาเยี่ยมลูกสักที แต่ก่อนเกิดเหตุช่วงออกพรรษาภรรยาเก่าได้มารับลูกไปเที่ยว จึงอาจทำให้สามีใหม่เกิดความหึงหวงระแวงว่าภรรยาจะกลับมาคืนดีกันกับสามีเก่า จึงชักชวนเพื่อนมาด้วยกัน 4 คนใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขี่บุกมาก่อเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามตัวสามีเก่ามาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากการกระทำอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

เรื่องเด่น

เตือนภัย “ยาผีบอก” สาวใหญ่ป่วยความดันวูบตาย ชาวบ้านหลอนเห็นกวาดบ้านอยู่หลัดๆ

จากกรณี เมื่อเวลา 14.30 น. (13 ต.ค.62) ร.ต.อ.อุทัย อบมาลี รองสารวัตรสอบสวน สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งว่าพบผู้เสียชีวิต อยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ ภายในบ้านหลังหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ม.8 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่บริเวณหน้าห้องน้ำ ชั้นล่าง พบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ น.ส.พิศมัย อายุ 49 ปี อยู่ในสภาพนอนตะแคงข้าง เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำศพออกมาตรวจสอบไม่พบบาดแผลจากการถูกทำร้ายและร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด โดยพบยารักษาโรคความดันโลหิต รวมทั้งยังพบยาผีบอก หน้าซองระบุสรรพคุณแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก ขับสารพิษ และแก้หอบหืด

จากการสันนิษฐานเบื้องต้น คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8-10 ชั่วโมง เพื่อนบ้านรายหนึ่งระบุว่า ตอนเช้ายังเห็นผู้ตายกวาดบ้านอยู่ จึงเชื่อว่าอาจจะเป็นวิญญาณมาขอความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าว นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่ทั้งนี้มีประเด็น ในที่เกิดเหตุพบซองยาผีบอก นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม พยายามเลียนแบบชื่อยา ที่ได้รับอนุญาต ผู้ผลิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนผู้ขายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 3 แสนบาท ตาม พรบ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า อย. ได้เคยเตือนอันตรายของยาผีบอกแล้ว ตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และยังได้ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. รวมทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามขยายผลและตรวจสอบถึงแหล่งผลิตในพื้นที่ จ.มหาสารคาม พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดด้วย จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อซื้อยาผีบอกมารับประทาน อาจได้รับอันตรายได้

เลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หากเจ็บป่วยให้ปรึกษาแพทย์ และหากต้องการซื้อยาให้ซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน อย่าหลงเชื่อยาที่แสดงสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง และอย่าซื้อยาจากแหล่งจำหน่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ

เรื่องเด่น

กระบะเมาชน 2 นักศึกษาสาวเสียชีวิตคาที่ ขับต่ออีก 2 กิโลเมตร อ้างหยุดรถไม่ได้

หนุ่มเมาขับกระบะชนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 นักศึกษาสาว กลับจากงานวันเกิดเพื่อน เสียชีวิตคาที่ทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 ต.ค.) เมื่อเวลา 02.00 น. สภ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ถูกรถยนต์กระบะชนแล้วหลบหนีมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บนถนนโรจนะ ขาเข้าเกาะเมือง บริเวณสะพานต่างระดับอยุธยา หน้าโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป หลักกม.ที่ 17 หมู่ 3 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

กลางสะพานพบศพ นางสาวธิดารัตน์ อายุ 20 ปี  คนขับรถจักรยานยนต์ ชาวจังหวัดชัยภูมิ สภาพศพแขนขาหัก ห่างออกไปประมาณ 5 เมตร พบศพ นางสาวชนากาญ อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดสิงห์บุรี สภาพศพแขนขาหัก ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน ล้มอยู่กลางถนนมีร่องถูกชนที่ด้านท้ายพังยับเยิน พบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ตกอยู่

ตรวจสอบห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร พบรถยนต์กระบะ โตโยต้า สีดำ สภาพด้านหน้ามีร่องรอยชนได้รับความเสียหาย ไฟหน้าแตก มี นายเสกสรร อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดมหาสารคาม พูดจาวกวนไปมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมตัวไป ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ใช้เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ สูงถึง 150 มิลลิกรัม

ทางด้าน ร.ต.อสามารถ  รักษาศักดิ์ รองสว (สอบสวน) สภ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบ พบว่ารถยนต์กระบะได้พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์อย่างแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย สอบสวนคนขับให้การวกไปวนมาอ้างว่า พอชนรถจักรยานยนต์แต่ไม่สามารถหยุดรถได้จึงขับเลยไปถึง 2 กิโลเมตร จึงสามารถเบรกรถได้ 

จากการตรวจสอบสภาพรถแล้วรถยนต์กระบะได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถขับไปต่อได้ ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ไปงานวันเกิดเพื่อนอยู่ระหว่างเดินทางกลับที่พัก 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ขับขี่รถยนต์กระบะไว้ดำเนินคดี พร้อมกับติดตามญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายเพื่อให้มารับศพไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป

เรื่องเด่น

ชาวบ้านเม็กซิโก โหดจัด! จับนายกเล็กมัดติดรถ-ขับลาก เหตุไม่ทำถนนให้ตามที่หาเสียง

ชาวบ้านในเมืองลาส มาร์การิตาส์ ประเทศเม็กซิโก 11 คนโดนจับกุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 ต.ค.) หลังจากจับตัวนายกเทศมนตรีในท้องถิ่น นายคอร์เค ลุยส์ แอร์นันเดซ มัดมือกับเชือกพันด้วยเทปใส เทปกาวอย่างแน่นหนาแล้วผูกติดกับรถ ก่อนขับให้ตัวนายกเทศมนตรีลากไปกับถนนด้วยความเร็วสูง

ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านทั้ง 11 ทำก่อเรื่องดังกล่าวขึ้น เว็บไซต์ข่าว เอ็กเซลซิออร์ รายงานว่าเป็นเพราะไม่พอใจที่นายแอร์นันเดซผิดสัญญา ที่เคยบอกว่าจะสร้างถนนให้ แต่ไม่ทำ

นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่คลิปที่นายแอร์นันเดซ นายกเทศมนตรีในท้องถิ่น โดนลากไปกับถนนด้วย

Embedded video
เรื่องเด่น

แค่ไอก็รู้เรื่อง โชเฟอร์สิบล้อขับพุ่งเสาไฟ-ตู้ชุมสาย เพราะวูบตอนไอรุนแรง

โชเฟอร์รถเทรลเลอร์เกือบไม่รอด เพราะไอรุนแรงอย่างหนัก ทำรถบรรทุกเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า-กระแทกตู้สัญญาณโทรศัพท์ เสียหายนับล้านบาท

เมื่อคืนวานนี้ (9 ต.ค.) พ.ต.ท.ศิโรจน์ แนบเนียน สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกเทรลเลอร์พุ่งชนเสาไฟฟ้าหักโค่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ม.3 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถกู้ชีพเทศบาลเมืองคลองหลวง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ในที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกเทรลเลอร์หัวลาก 18 ล้อ สภาพด้านหน้ารถชนติดอยู่กับเสาไฟฟ้าแรงสูงริมทาง เป็นเหตุทำให้เสาไฟหักโค่น สภาพหัวรถได้รับความเสียหายพังยับเยิน ขณะที่ด้านใต้รถชนติดอยู่กับตู้ชุมสายโทรศัพท์ขั้นพื้นฐานได้รับความเสียหายกระจัดกระจาย

ส่วนคนขับรถบรรทุกคือ นายปรีชา อายุ 44 ปี ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เหตุดังกล่าวส่งผลทำให้โทรศัพท์พื้นฐานและอินเตอร์เน็ตบ้านในบริเวณดังกล่าวไม่สามารถใช้การได้

นายปรีชา ให้การว่า ตนขับรถมาส่งหลังคาเมทัลชีทที่หน้างานก่อสร้าง ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะเกิดเหตุกำลังขับรถเปล่ากลับบริษัท ย่านคลองเจ็ด เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนมีอาการไออย่างหนัก ทำให้เกิดอาการวูบไประหว่างขับรถ เป็นเหตุทำให้รถบรรทุกเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าริมทางและตู้ชุมสายโทรศัพท์

ทั้งนี้ นายปรีชา บอกว่า ตัวเองมีอาการไอแปลกๆ และไอรุนแรงแบบนี้มาแล้ว 3 วันติดต่อกันแล้ว แต่หนักที่สุดก็คงจะเป็นครั้งนี้ เคราะห์ยังดีที่หลังเกิดอุบัติเหตุตนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สามารถเดินออกจากซากรถได้อย่างหวุดหวิด

พ.ต.ท.ศิโรจน์ แนบเนียน สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุบันทึกภาพเป็นหลักฐานและเชิญตัวผู้ขับขี่ไปสอบปากคำ ร่วมประสานการไฟฟ้า โทรศัพท์เพื่อมาทำการแก้ไขและยกรถไปเก็บไว้ที่สถานที่เก็บของกลางและดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ต่อไป

เรื่องเด่น

จุดยากันยุงสูดตายคาเก๋ง ผัวเมียทิ้งจดหมายอำลา เครียดปัญหาบ้านถูกยึด

“ถ้าเรามีบ้าน คงไม่ตัดสินใจตาย” 2 สามีภรรยาจับมือสิ้นใจ จุดยากันยุงรมควันเสียชีวิตคารถยนต์ พร้อมกับทิ้งจดหมายสั่งเสียเอาไว้ ปมเพราะบ้านถูกเจ้าหนี้ยึด

เมื่อคืนวานนี้ (7 ต.ค.) ร.ต.อ.ประมาณ ยวนยี รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งมีเหตุคนนอนเสียชีวิตภายในรถยนต์ จอดอยู่บริเวณโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างจิตต์ศรีสะเกษธรรมสถาน และแพทย์เวร รพ.ศรีสะเกษ ไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบรถยนต์นิสสัน มาร์ช สีเขียว จอดอยู่ริมถนน พร้อมกับติดเครื่องยนต์เอาไว้ โดยประตูปิดล็อกเอาไว้ทุกด้าน ภายในบริเวณที่นั่งคนขับ พบชายวัยประมาณ 60 ปี นั่งอยู่ในลักษณะเอนเบาะนอนแน่นิ่ง ไม่ไหวติง และข้างๆ กันพบหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งในลักษณะเดียวกันอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ ขาซ้ายวางพาดขึ้นมาอยู่บนคอนโซลหน้ารถ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น คาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้วทั้งคู่

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงเร่งทำการงัดประตูหน้าฝั่งคนขับเพื่อเปิดประตูรถออก พบว่าทั้ง 2 คนได้เสียชีวิตแล้ว จากการตรวจสอบทราบชื่อคือ นายประกาศิต อายุ 61 ปี และ น.ส.อมรรัตน์ อายุ 53 ปี ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ส่วนที่ท้ายรถพบกระถางต้นไม้วางอยู่บนกระทะไฟฟ้า ภายในพบมีการจุดยากันยุงเอาไว้หลายขดพร้อมกัน

จากการตรวจสอบภายในกระเป๋าสะพายของนางอมรรัตน์ พบมีจดหมายฉบับหนึ่งมีข้อความระบุว่า

“ข้าพเจ้า อมรรัตน์ ขอโทษด้วยนะคะ ตัดสินใจทำแบบนี้เพราะทำอะไรก็มีแต่คนเห็นแก่ตัว ขอโทษเจ้าหนี้ด้วย ไม่ต้องสืบอะไร เพราะว่า อมรรัตน์ ไม่มีพี่น้องที่ไหนเลย ฝากร่างอมรรัตน์และเงินติดตัว ขอมอบให้กับมูลนิธิฯ บ้านถูกยึดแล้วยังถูกฟ้องอีก จึงรับไม่ได้ ขอตายดีกว่าอยู่แล้วทรมาน ฝากมูลนิธิเผาร่างเราทั้งสองด้วย สุดท้ายขอรบกวนอย่างหนึ่งด้วยนะคะ ทรัพย์สินที่ติดตัวยกให้มูลนิธิ อย่าส่งข่าวไปหาญาติที่ไหน เพราะเราไม่มีญาติ บ้านก็เช่าเขาอยู่ รบกวนมอบร่างเราทั้งสองให้มูลนิธิ เราทั้งสองขอขอบคุณมาก ถ้าเรามีบ้าน เราคงจะไม่ตัดสินใจตายพร้อมกัน”

เจ้าหน้าที่จึงเก็บจดหมายฉบับดังกล่าวเอาไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่แพทย์ระบุว่า ทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง ขณะที่จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า มีพยานพบเห็นรถคันดังกล่าวได้มาจอดไว้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 ตุลาคม กระทั่งช่วงค่ำมีพลเมืองดีผ่านมาพบเห็น เนื่องจากรถคันดังกล่าวติดฟิล์มกรองแสงไม่ทึบมาก และเห็นว่ารถยังสตาร์ทเครื่องเอาไว้อยู่ทั้งวัน เคาะกระจกเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมากตรวจสอบดังกล่าว

อย่างไรก็ตามสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองน่าจะเกิดเครียดจากปัญหาส่วนตัว จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน โดยนำเอายากันยุงมาจุดเพิ่มรมควันฆ่าตัวตายดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้เร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเด่น

หนุ่มนั่งวิปัสสนาเห็นนิมิต วิญญาณปริศนานำทาง มาเจอศพหมกปั๊มร้าง

หนุ่มนักปฏิบัติธรรมนุ่งขาว พาตำรวจไปชี้จุดพบศพชายนิรนาม ถูกเผาหมกคาห้องน้ำปั๊มน้ำมันร้าง อ้างนั่งวิปัสสนาอยู่ได้รับกระแสจิต บางอย่างขอให้ช่วย นำทางพามาเจอศพในที่สุด

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน หลังได้รับแจ้งจากนักปฏิบัติธรรมว่ามีผู้เสียชีวิต จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและร่วมชันสูตรพลิกศพ

จุดเกิดเหตุเป็นปั๊มน้ำมันถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี พบกลุ่มชาวบ้านกำลังมุงดู โดยมีชายหนุ่มสวมเสื้อสีขาว และหญิงชราในชุดนุ่งขาว นำทางเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุ ที่อยู่ทางทิศเหนือของปั๊มน้ำมัน จุดดังกล่าวเป็นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เรียงรายกัน 10 ห้อง

จากการตรวจสอบห้องน้ำห้องที่ 4 พบศพถูกไฟไหม้ทั้งตัวจนเกลียม บริเวณเพดานดำไปด้วยควันไฟ จากนั้นอาสาสมัครกู้ภัยวัดหมอนไม้ นำร่างผู้เสียชีวิตออกจากยังที่เกิดเหตุ เพื่อชันสูตรพลิกศพ

นายเกียรติศักดิ์ อายุ 30 ปี นักปฏิบัติธรรม เล่าว่า ตนนั่งวิปัสสนาจากกระแสจิต พบเห็นเท้าสีดำ 2 ข้างมาขอให้ช่วยเหลือถูกฆ่าที่ปั๊มน้ำมันร้าง ระบุว่าตั้งอยู่ถนนทางไปพิษณุโลก จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้แม่ขาวฟัง แม่ขาวคือ นางน้ำเย็น อายุ 79 ปี ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดพระแท่นด้วยกัน จึงชวนกันออกตามหาปั๊มน้้ำมันที่เห็นในนิมิต กระทั่งมาพบสถานที่แห่งนี้และเข้าไปเดินหา จนได้กลิ่นเหม็นเน่าและพบศพอยู่ในห้องน้ำในที่สุด

พ.ต.อ.ฉัฐวัชร พงศ์วาสน์ ผกก.สภ.วังกะพี้ เปิดเผยว่า ผลจากชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นแพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ทราบเพียงว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย ส่วนชื่อ-นามสกุล ส่วนสูง และเสียชีวิตมากี่วันแล้วยังไม่ทราบ ต้องนำศพส่งตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์อย่างละเอียดก่อน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของชายนิรนามรายดังกล่าว ตำรวจทุกฝ่าย เร่งลงพื้นที่เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป

เรื่องเด่น

ผวาเข่าอ่อน! เปิดประตูซ่อมห้องว่างเจอศพ เหลือเพียงแค่โครงกระดูก

ผู้ดูแลคอนโดมิเนียมในปทุมธานี เข้าไปซ่อมประตูในห้องที่ยังว่าง แต่ต้องช็อกตาตั้ง เพราะเจอศพเหลือแค่กระดูกอยู่ภายในห้องน้ำ พบเป็นคนเช่าเก่าที่ขาดการติดต่อไปหลายเดือน

เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) พ.ต.ท.สุเมธ จงเนติวิศิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ข้างร้านจำหน่าย กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาลหลังได้รับแจ้งรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ นำกำลังชุดสืบสวน อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นคอนโดมิเนียม สูง 7 ชั้น ห้องที่เกิดเหตุอยู่ชั้นที่ 3 พบผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ อยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้า ไม่สวมใส่เสื้อผ้า มีเพียงผ้าขนหนูคลุมร่าง ชิ้นส่วนร่างกายเหลือเพียงกระดูกไม่เหลือเค้าโครงใบหน้าเดิม ภายในห้องพบขวดเหล้าขาว ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง สมุด ปากกา แว่นตา และเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ตลอดจนเสื้อผ้าวางอยู่ ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายนิรันดร อายุ 60 ปี

จากการสอบถาม นายศิริชัย อายุ 56 ปี ผู้ดูแลอาคารดังกล่าว เปิดเผยว่า ห้องนี้เป็นห้องว่าง จึงได้ไปขอกุญแจจากนิติบุคคลมาเปิด เพื่อทำการถอดประตูที่ชำรุดมาเก็บไว้ แต่เมื่อเปิดเข้าไปก็รู้สึกเอะใจ เพราะห้องนี้เป็นห้องว่าง แต่ทำไมยังมีสิ่งของเครื่องใช้วางอยู่ เมื่อเดินเข้าไปดูในห้องน้ำก็ต้องตกใจสุดขีด เพราะพบเห็นศพผู้เสียชีวิตเหลือเพียงโครงกระดูก

ทั้งนี้ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็น รปภ.ของสถานที่แห่งอื่น ก่อนจะมาเช่าห้องพักแห่งนี้ ก่อนจะขาดการติดต่อกับนิติบุคคลไป ทางอาคารจึงได้แปรเปลี่ยนเป็นห้องว่าง และทำการตัดน้ำตัดไฟ โดยตนเคยเจอผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 4 เดือนที่แล้ว ตอนที่มาต่อน้ำต่อไฟให้ เมื่อผู้เสียชีวิตเข้ามาพักครั้งแรก โดยปกติผู้ตายกลับจากทำงานจะนั่งดูโทรทัศน์และดื่มสุราทุกวัน และไม่ค่อยพูดคุยกับใคร พอตอนเช้าก็จะออกไปทำงานเป็นประจำ

พ.ต.ท.สุเมธ จงเนติวิศิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียดพร้อมสอบปากคำพยานบุคคล และให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเด่น

หนุ่มรับเหมาจุดเตารมควันดับคารถ จดหมายลาตายสุดเศร้า “กราบเท้าพ่อแม่ที่รัก…”

เมื่อเวลา 17.00 น. (2 ต.ค. 62)  พ.ต.ท.มงคล ศิริเวช สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแสนสุข ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตภายในรถกระบะที่จอดอยู่ในซอยมาบมะยม หน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.ชลบุรี และกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนชลบุรี จอดอยู่สภาพดับเครื่อง

พอเปิดประตูรถออกพบร่างนายสมชาย อายุ 41 ปี สภาพเสียชีวิตมาประมาณ 2-3 วัน ใส่กางเกงยีนส์ สวมเสื้อยืดทีมฟุตบอลชลบุรีเอฟซี นอนเอนเบาะตรงที่นั่งคนขับ และที่วางเท้าข้างซ้ายพบเตาอั้งโล่ มีถ่านเหลืออยู่เล็กน้อยและมีรอยถูกจุดไฟแต่ดับแล้ว ไม่พบร่อยรอยการถูกทำร้าย

พบจดหมายลาตายเขียนด้วยปากกาสีดำมีข้อความว่า “กราบเท้าพ่อและแม่ที่รักและเคารพ ชีวิตนี้ลูกคงมาได้แค่นี้ขอโทษที่ตัดสินใจแบบนี้ แต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องทุกข์ใจเพราะลูกคนนี้  ชาตินี้คงไม่มีบุญได้ทดแทนบุญคุณพ่อและแม่ ขออโหสิกรรมจากพ่อและแม่และทุกๆ คนที่เข้ามาในชีวิต เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เกิดมาเป็นลูกพ่อและแม่ครับ อย่าได้โทษใครที่ลูกตัดสินใจแบบนี้ ขอโทษนะครับ รักและคิดถึงเสมอ ..รักษาสุขภาพด้วยนะ ”

สอบถามนายเยื้อน ทองมี อายุ 54 ปี บิดาผู้ตายเผยว่า ตนพักอยู่อำเภอพานทองมีคนโทรไปบอกว่าลูกชายเสียชีวิตจึงมาดู เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเขาฆ่าตัวตายเพื่ออะไร ดูในจดหมายลาตายก็ไม่ได้บอกอะไร

ส่วนนายอนันดา อายุ 19 ปี น้องชายผู้ตายซึ่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า พี่ชายมาหาวันอาทิตย์มานอนด้วย 1 คืน เอาเสื้อผ้าและพระเครื่องมาด้วย และไม่ค่อยพูดเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ตนยังถามว่าจะอยู่หลายวันเหรอ พี่ชายบอกว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ตนก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าจะมาคิดสั้นแบบนี้ แล้วก็แยกกันวันจันทร์ตอนเที่ยงวัน และพี่ชายไลน์มาบอกเวลาประมาณ 3 ทุ่มของวันจันทร์ ว่าเอาของกินแขวนไว้ที่หน้าบ้านแล้วนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าพี่ชายเครียดเรื่องอะไร

เรื่องเด่น

หนุ่มพนักงานขายช็อก เจอพระคล้ายเจ้าอาวาสวัดพุ่งเข้ากอด บอก “ก็มันอดใจไม่ไหว”

เปิดใจ พนักงานขายเหยื่อเจอชายนุ่งผ้าเหลืองพุ่งเข้ากอด เจ้าคณะตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ชี้หน้าคล้ายเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในร้านแห่งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์พนักงานขายถูกชายแต่งกายคล้ายพระลวนลาม ด้วยการพุ่งตัวเข้ามากอด พร้อมระบุว่า ชายในชุดผ้าเหลืองดังกล่าวอยู่ในเพชรบูรณ์ ซึ่งมีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย บางรายก็ว่าเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน

ล่าสุด (26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้โพสต์และเดินทางไปตรวจสอบ พบเป็นร้านค้าจำหน่ายข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน ตั้งอยู่ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ โดย นายเอ (นามสุมมติ) อายุ 23 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกจ้างขายของร้านแห่งนี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนอยู่หน้าร้านได้มีรถยนต์กระบะมาจอดหน้าร้าน และได้มีพระเดินลงมา จากนั้นได้เดินเข้าไปในร้านเพื่อที่จะหาซื้อกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล

ตนจึงเดินพาไปดูสินค้า และระหว่างที่พระรูปดังกล่าวยื่นไม้เกาหลังให้ตน เพื่อนำไปคิดเงิน จู่ๆ พระรูปดังกล่าว ก็เข้ามาซบและโอบกอด รวมทั้งใช้มือขวาลูบบริเวณเป้ากางเกงของตน ทำให้ตนรู้สึกช็อก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องหน้าพระรูปดังกล่าว จากนั้นได้ผลักพระออกไปและพาไปจ่ายค่าสินค้าที่บริเวณเคาน์เตอร์คิดเงิน

จากการสอบถามพนักงานที่เคาน์เตอร์เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดด้วย ได้เล่าว่า ขณะที่พระรูปดังกล่าวเดินมาจ่ายค่าสินค้าตนยังได้พูดว่า “เห็นนะว่าทำอะไร” โดยพระรูปดังกล่าวก็พูดแก้เก้อว่า “ก็มันอดใจไม่ไหว” จากนั้นได้เดินออกจากร้านไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตนรู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากตนโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงโซเชียล ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูและแชร์คลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระว่าไม่เหมาะสม พร้อมกับตั้งฉายาให้ชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระว่า “หลวงเจ๊”

ด้าน เจ้าคณะตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าพระสงฆ์ที่ปรากฏในคลิป มีลักษณะคล้ายเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในตำบลน้ำร้อน ซึ่งในขณะนี้คณะสงฆ์ตำบลน้ำร้อน เตรียมตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบ และสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปยังอำเภอและจังหวัดเพื่อพิจารณาต่อไป

เรื่องเด่น

โชเฟอร์แอปดังข่มขืนสาว 17 แชทอ้อนวอนเหยื่อ “อย่าพังอนาคตผมและลูกผมเลย”

จากกรณีที่ น.ส.บี (นามสมมติ) เด็กนักเรียนชั้น ม.5 อายุ 17 ปี ได้ไปสังสรรค์งานวันเกิดกับเพื่อนและมึนเมาสุรา ก่อนจะกดแอปพลิเคชั่นใช้บริการรถรับส่งผ่านแอป เพื่อพาไปส่งที่หอพัก แต่ปรากฏว่าคนขับรถได้พาเข้าซอยเปลี่ยว จอดรถบริเวณหลังโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป และก่อนเหตุข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ ก่อนจะพาไปส่งที่พัก เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น 

ล่าสุด อีจัน ได้เปิดเผยแชทข้อความของหนุ่มแกร็บผู้ก่อเหตุ โดยผู้เสียหายได้ค้น หาชื่อคนขับแกร็บในเฟซบุ๊ก ตามชื่อที่ปรากฏในแอปพลิเคชั่นจนเจอ และติดต่อไป ซึ่งคนขับก็ได้ตอบข้อความแชท พร้อมยอมรับ ทำจริง เพราะตนเองก็เมา

นอกจากนี้แล้ว แม่ของคนขับได้ติดต่อมาหาเธอ และบอกให้เธอให้ข้อมูลตำรวจว่า “เธอสมยอม” แต่เธอไม่ได้ยอม ยอมรับว่าเมามากจนไม่สามารถปกป้องตนเองได้ แต่คนขับก็ไม่มีสิทธิ์มากระทำกับเธอแบบนี้ “หากวันนั้น คนขับหักห้ามใจ และไม่ก่อเหตุแบบนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด” อย่างไรก็ตาม ทางคนขับได้แจ้งไว้ว่า จะเข้ามอบตัวในวันที่ 23 ก.ย.62 นี้ ที่ สภ.เมืองอุดรธานี

>> สาวมัธยมฯ สะอื้น กดแอปเรียกรถไปส่งหอ คนขับลากข่มขืนเบาะหลัง

>> “แกร็บ” ลั่นฉีกสัญญาโชเฟอร์หื่น เหตุลวงข่มขืนผู้โดยสารเด็กสาว ม.5

>> เปิดนาทีสาว ม.5 ขึ้นรถที่เรียกผ่านแอป ก่อนพาไปข่มขืน โชเฟอร์หนุ่มนัดเตรียมมอบตัว

เรื่องเด่น

ต้นไม้ใหญ่ 100 ปี โค่นทับกระบะกลางถนน กู้ภัยช่วยเป็นชั่วโมง-ดับคาซาก

สามีภรรยาขับรถกระบะมาตามทาง ต้นไม้ใหญ่อายุ 100 ปี โค่นลงมาทับกลางทางแบบไม่ทันตั้งตัว ชาวบ้านแปลกใจเกิดเหตุทั้งที่ไม่มีพายุหรือฝนตกในพื้นที่

(19 ก.ย.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา เกิดเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับรถกระบะ สีดำ ระหว่างขับอยู่บนถนน ใกล้กับโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ได้โค่นทับลงอย่างกะทันหัน ทำให้ นายอุดม อายุ 61 ปี และ นางทองศร อายุ 56 ปี ภรรยาชาวอำเภอแม่แตงได้รับบาดเจ็บสาหัส และหมดสติติดคาอยู่ในตัวรถ

หลังเกิดเหตุชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง พยายามช่วยเหลือออกมาแต่ไม่สำเร็จ จึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้ามาช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าช่วยเหลือตัดซากรถเพื่อนำตัวออกมา ขณะเดียวกันทีมกู้ชีพจากโรงพยาบาลแม่แตง ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลา เนื่องจากทั้งคู่มีภาวะเสียเลือดมาก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงจึงช่วยเหลือ นางทองศร ออกมาได้สำเร็จ ก่อนจะรีบนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่นายทองศร ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตภายในคาซากรถ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุสามีภรรยาได้ขับรถมาตามถนน เมื่อผ่านตรงจุดเกิดเหตุ อยู่ๆ ต้นไม้ขนาดใหญ่อายุเกือบ 100 ปี ก็ได้ล้มโค่นลงมาทับใส่รถทันที โดยที่ช่วงเกิดเหตุไม่มีฝนตกหรือลมพายุใดๆ

สำหรับสาเหตุคาดว่ามาจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกสะสมในพื้นที่มานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ดินอุ้มน้ำและกัดเซาะราก จนไม่สามารถยึดเกาะกับดินได้ ทำให้ต้นไม้โค่นล้มทับรถดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกลมแรง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันอีก

เรื่องเด่น

นาทีชีวิต กู้ภัยปั้มหัวใจช่วยหนุ่มขี่ จยย.ชนท้ายรถสองแถว ก่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหว

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2562 เจ้า​หน้าที่​ต​ำ​ร​วจ ​สภ.กระทุ่มแบน​ จ.สมุทรสาคร​พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรุดไปตรวจสอบเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถสองแถวโดยสารมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส1รายบนถนนเศรษฐกิจ 1 ฝั่งขาเข้ากระทุ่มแบน ใกล้โรงงานผลิต เทปขุ่น สก๊อตเทป

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Kawasaki สีดำ หมายเลขทะเบียน ​5กถ4371 กรุงเทพ​ ล้มอยู่กลางถนนใกล้กันพบผู้ได้รับ​บาดเจ็บ​เป็นชายสภาพนอนคว่ำหน้า หายใจรวยริน

เจ้าหน้าที่​กู้ชีพเร่งช่วยกันปฐม​พยาบาลทำการปั้มหัวใจแต่สุดท้ายช่วยไม่ได้ผู้ได้รับ​บาดเจ็บ​เสียชีวิต​ ทราบชื่อ​ต่อมา​คือ​นาย​ ทศพร​ วัฒนศรี​ อายุ​ 32 ปี​ สภาพศพมีแผลฉีกขาดที่หน้าผากและศีรษะ​แตกมีเลือดไหลจำนวนมาก

ส่วนรถคู่กรณี​เป็นรถสองแถวโดยสารสีฟ้าหมายเลขทะเบียน​ 10-2206 สมุทรสาคร​ มีนายกำพล​ สุกิจพัฒคุณ​ อายุ​ 44ปี​ เป็นคนขับแต่ขณะเกิดเหตุลงไปกินข้าวจึงจอดทิ้งไว้ข้างทาง

สอบถามนายกำพล​ คนขับรถสองแถว​โดยสาร​เล่าให้ฟังว่า​ ตนขับรถมาจอดตรงจุดเกิดเหตุตั้งแต่ประมาณ​ตอนสี่ทุ่มเพื่อลงไปหาข้าวกินซึ่งร้านห่างออกไปไม่มากนัก​และมาเจอเพื่อนนั่งกินข้าวอยู่เลยนั่งคุยกันยา​ว​ มาทราบเรื่องก็ตอนที่ได้ยินเสียงไซเรน​มูลนิธิ​และมองออกมาเห็นคนมุงดูใกล้กับรถของตนจึงเดินมาดูและทราบเรื่องดังกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและจะได้ประสานดูภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นเพื่อหาสาเหตุ​ของการเฉี่ยว​ชน​กันในครั้งนี้ส่วนศพผู้เสียชีวิต​มอบให้เจ้าหน้าที่​มูลนิธิ​ร่วม​กตัญญู​นำส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบน​เพื่อ​ชันสูตร​หา​สาเหตุ​ของ​การ​เสียชีวิต​ที่​แท้จริง​ต่อไป

เรื่องเด่น

ฮือฮาทั้งหมู่บ้าน “เต่าสีทอง” มาให้โชค แห่ส่องท้อง-ได้เลขสมใจนึก

ชาวบ้านแห่ตามมาดู “เต่าสีทอง” หลังติดลอบจับปลาของชาวบ้าน พบมีลักษณะพิเศษกว่าตัวอื่นๆ เนื้อตัวสีเหลืองทอง แห่ส่องมองเห็นเลขดั่งใจฝัน

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 193 ในตำบลไร่เก่า อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านต่างพากันไปมุงดู “เต่าสีทอง” ในกะละมัง เพื่อขอโชคลาภกับเต่าสีทองตามความเชื่อส่วนบุคคลอย่างเนื่องแน่น หลังเจ้าของบ้านบังเอิญพบเต่าตัวนี้เข้า

นายสุวัฒน์ อายุ 30 ปี เจ้าของบ้านได้เปิดเผยว่า ตนมักจะออกไปหาปลาที่บึงหลังโรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า อยู่เป็นประจำ โดยในช่วงเช้าจะนำลอบไปวางที่ทุ่งสามร้อยยอด พอตกเย็นหลังเลิกงานก็จะไปกู้ลอบที่ดักไว้ ปกติมักจะเจอเต่านาเข้ามาติดลอบอยู่เป็นประจำ ตนก็จะปล่อยไปทุกครั้ง

แต่สำหรับครั้งล่าสุดได้บังเอิญเจอเต่านาที่มีลักษณะแตกต่างไปจากตัวอื่นๆ เพราะมีกระดองสีเหลือ และตัวเป็นสีทอง จึงได้นำกลับมาบ้านและตั้งใจจะเลี้ยงไว้ เพราะคิดว่าเป็นเต่ามงคลให้โชคลาภ กระทั่งข่าวการค้นพบเต่าสีทองแพร่กระจายออกไป ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ทยอยกันมาขอดูเต่าตัวนี้

บางคนได้นำแป้งมาลูบที่กระดองเต่าและท้องเต่า เพื่อหวังจะขอโชคลาภ โดยเต่าสีทองตัวนี้มีน้ำหนักประมาณ 1 ขีด สีทอง อายุประมาณปีกว่า มีลักษณะสวยงามมาก ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเต่าทองให้โชคลาภ ขณะที่บางคนอ้างว่ามองเห็นตัวเลขขึ้นให้เห็นบนหลังและท้องเต่า อาทิ เลข 3, 7 หรือ 2 หรือบางเสียงก็ตีเลขเต่าเป็นเลข 4 เมื่อนำมารวมกันก็จะได้เลข 453 ตามความเชื่อส่วนบุคคล

เรื่องเด่น

แม่ใจสลาย รู้ข่าวลูกชาย “ผีน้อยเกาหลี” เสียชีวิต ทั้งที่ขอทำงานปีสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

แม่แรงงานไทยใจสลาย หลังทราบลูกเสียชีวิตที่เกาหลีใต้ เผยก่อนตายลูกบอกปีนี้ขอทำงานเป็นปีสุดท้าย ก่อนเก็บเงินเก็บทองกลับมาอยู่บ้าน

ความคืบหน้ากรณีแรงงานชาวไทยเหยื่อแก๊สรั่วไหลที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลในเมืองยองด็อก จังหวัดคย็องบก ทางตะวันออกของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่ง 2 ใน 4 ผู้เสียชีวิต เป็นแรงงานต่างชาติชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย เพราะวีซ่าทำงานหมดอายุ

>> สื่อเกาหลีตีข่าว “ผีน้อย” ตายสังเวยบ่อแก๊สพิษ ลักลอบไปทำงาน 8 ปีไม่เคยกลับไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 ก.ย.) จากการลงพื้นที่ไปที่บ้านหมู่ 14 ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของ 1 ในแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว คือ นายนิคม ได้พบกับนางสะหวอง แม่ของนายนิคม

นางสะหวอง เปิดเผยว่า เดิมทีนายนิคมทำงานอยู่ที่โรงงาน กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ในจังหวัดสมุทรปราการ แต่ค่าแรงที่ได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน จึงตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศตามคำชักชวนของเพื่อนๆ โดยไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ประมาณ 7 ปีกว่า เกือบ 8 ปีแล้ว จนมาเสียชีวิตจากเหตุในครั้งนี้

ส่วนการเดินทางเข้าไปทำงานแบบผิดหรือถูกกฎหมายนั้น ตนเองก็ไม่ทราบเรื่อง เนื่องจากเห็นว่าทำงานหลายปีแล้วคงไม่ได้กระทำผิดอะไร และนายนิคมจะส่งเงินกลับมาให้ใช้ทุกเดือน เดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท ซึ่งเงินในส่วนนี้จะใช้ดูแลลูกของนายนิคมด้วย ปัจจุบันลูกของนายนิคมที่ตนดูแลอยู่ก็อายุ 13 ปีแล้ว

เบื้องต้น ตนได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับภรรยาของนายนิคมซึ่งเดินทางไปทำงานด้วยกันที่ประเทศเกาหลีใต้ จึงทราบว่าจะทำการฌาปนกิจศพที่ประเทศเกาหลีใต้ แล้วจะนำเถ้ากระดูกกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศไทยอีกที

แต่ที่น่าเสียใจคือก่อนเกิดเหตุไม่นาน ตนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับลูกชาย ซึ่งลูกชายบอกว่า ขอเวลาทำงานเก็บเงินเก็บทองเป็นปีสุดท้ายเพื่อไปไว้ตั้งตัว ก่อนที่จะกลับมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ลูกชายก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน

เรื่องเด่น

ชาวบ้านร่ำลืออาเพศ ไฟไหม้วอดต้นสลากกลางวัด เงินแสนหายแค่เสี้ยวนาที

นาทีไฟไหม้ต้นสลากย้อมมัดเงินสด กลางวัดพระธาตุหริภูญชัย วอดวายเงินสดนับแสนบาทไปเพียงพริบตาเดียว ชาวบ้านหวาดกลัวเป็นสัญญาณของลางร้าย

(10 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน ใกล้โรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ต้นสลากย้อมขึ้น ท่ามกลางความตกใจของศรัทธาสาธุชนที่มาร่วมงานสลากย้อม ซึ่งมีขึ้นเป็นวันแรก สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อเร้นลับ

อีกทั้งยังมองว่าเป็นลางร้าย เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวออกมาว่ายอดพระธาตุเสียหาย เนื่องจากมีโดรนบินชน ทำให้ต้องมีการบูรณะโดยเร่งด่วน และหลังจากนั้นก็มีเหตุไฟไหม้ต้นสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งการจัดงานประเพณีสลากย้อมมีการจัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้จะมีขึ้นวันที่ 10-13 กันยายน 2562 โดยวันนี้เป็นวันแรกของพิธี และจะมีการแห่ถวายทานหรือต้นสลากย้อมในวันที่ 13 กันยายนนี้

จากการสอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ทางคณะศรัทธาวัดน้ำโค้ง ต.หนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน ได้ขึ้นไปตกแต่งต้นสลากย้อมโดยนำเอายอดเงินส่วนใหญ่เป็นธนบัตร รวมทั้งอาหารแห้ง เครื่องใช้ต่างๆ โดยใช้เชือกฟางมัดติดกับต้นสลากย้อม และใช้ไฟแช็กเผาส่วนที่เหลือหรือยาวออกมาเพื่อให้ขาดออกจากกัน

แต่ปรากฏว่าต้นสลากย้อมเป็นวัตถุที่มีกระดาษเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งยอดที่เป็นเงินธนบัตร จึงเป็นวัตถุไวไฟ กลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็วจึง ทำให้ต้นสลากเสียหายทั้งต้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปในทางที่ไม่ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพียงความเชื่อ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุจากความประมาทในการจัดเตรียมงาน ขณะนี้ทางคณะศรัทธาวัดน้ำโค้งกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะสร้างต้นสลากย้อมขึ้นมาใหม่หรือไม่ต่อไป

เรื่องเด่น

โจรซ้อน 3 ประชิดต่อยปล้นโทรศัพท์สาว ซิ่งพลาดท่ารถล้มยังหนีต่อ

ตำรวจทองหล่อรวบ 3 โจรขี่จักรยานยนต์ซ้อนสามกลางดึก ประชิดต่อยทำร้าย ปล้นโทรศัพท์มือถือหญิงสาว พลาดท่ารถล้มระหว่างทาง ยังกัดฟันหนีไปต่อ

(9 ก.ย.) พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.ทองหล่อ ได้แถลงข่าวจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุปล้นชิงโทรศัพท์มือถือจากเหยื่อผู้หญิงคนหนึ่ง ประกอบด้วย นายนันทวัฒน์ อายุ 23 ปี, นายอนุวัต อายุ 21 ปี และนายวัชรเกียรติ อายุ 19 ปี พร้อมกับของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีแดง และมีดปลอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุบันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมด โดยพบว่าคนร้ายได้ใช้กำลังทำร้ายผู้หญิงเพื่อปล้นชิงโทรศัพท์มือถือไป ก่อนจะรีบวิ่งกลับขึ้นรถจักรยานยนต์ และเร่งเครื่องหลบหนีไป แต่ขี่รถออกได้ไมถึง 10 เมตร ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ของคนร้ายเกิดเสียหลัก ทำให้รถล้มลงกับพื้น ทั้งหมดจึงต้องช่วยกันพยุงรถขึ้นและรีบทรงตัวขี่รถหนีไปทางถนนพระราม 4 ใกล้โรงงานผลิตเทปใส เทปกาว โดยทำมีดปลอกผลไม้ตกเอาไว้ในที่เกิดเหตุ

หลังจากได้รับแจ้งความร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ กระทั่งทราบว่าทั้งหมดพักอาศัยอยู่ย่านห้วยขวาง จึงได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ หลังก่อเหตุได้นำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งไปขายผ่านเฟซบุ๊ก ได้เงินมา 10,000 บาท และได้แบ่งกัน ส่วนโทรศัพท์อีกครั้งเก็บเอาไว้ใช้เอง โดยอ้างว่าเพราะมีปัญหาเรื่องการเงินและเพิ่งก่อเหตุเป็นครั้งแรก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อหลบหนี ก่อนนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

พบแล้ว! ชิ้นส่วนชายนั่งวีลแชร์ท่อนบน รถบรรทุกชนเละลากศพข้ามอำเภอ

ความคืบหน้ากรณีพบชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ท่อนล่างร่วงตกอยู่กลางถนน จ.นครนายก ที่แท้เป็นชายนั่งวีลแชร์โดนรถบรรทุกชนร่างเละแล้วถูกรถอีกคันลากไปไกลข้ามอำเภอ

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากพลี จ.นครนายก ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์เพศชาย เป็นอวัยวะช่วงล่าง ตั้งแต่ท่อนเอวลงไป สภาพแหลกเละ ร่วงหล่นอยู่บนถนนตรงสะพานข้ามคลอง บริเวณร้านขาย ฟิล์มยืด เเละ ฟิล์มยืดพันพาเลท หน้าวัดฝั่งคลอง ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสายสุวรรณศร-นครนายก ฝั่งมุ่งไปยัง จ.ปราจีนบุรี ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 7-8 

* สะพรึงแต่เช้า ชิ้นส่วนมนุษย์ปริศนา ร่วงตกอยู่กลางถนนสุดสยดสยอง

ล่าสุด (10 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ลงพื้นที่ไปที่ สภ.บ้านนา จังหวัดนครนายก เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น่าจะเป็นเคสเดียวกันกับเมื่อคืนช่วงเวลา 03.00 น.

เพราะในที่เกิดเหตุพบแต่ชิ้นส่วนท่อนบนของผู้เสียชีวิต หลังถูกรถบรรทุกชนแล้วเหยียบซ้ำจนร่างแหลกเละ แต่หาชิ้นส่วนท่อนล่างไม่เจอ จนช่วงเช้าได้มีชาวบ้านในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ได้โทรศัพท์แจ้งไปยัง สภ.ปากพลี ว่าพบชิ้นมนุษย์ตกอยู่บนถนน

ผู้สื่อข่าวได้พบกับคนขับรถบรรทุกต่อมาทราบชื่อ นายสมยศ อายุ 35 ปี เปิดเผยว่า ตนเองขับรถบรรทุกมาจากทางคอยกำลังจะไปฉะเชิงเทรา พอมาถึงที่เกิดเหตุมืดมาก มองเห็นอีกทีรู้ว่าชนคนเข้าที่ด้านล้อซ้ายหน้าแล้วเหยียบซ้ำบดร่างไป

โดยไม่รู้ว่าชิ้นส่วนอีกท่อนได้มีรถที่ตามหลังมาได้ลากชิ้นส่วนท่อนล่างติดรถไปไกลข้าม ไปอีกอำเภอหนึ่งกว่า 40 กิโลเมตร หลังจากนั้นตนเองจึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เข้าตรวจสอบ

ต่อมาภรรยาของผู้เสียชีวิตและญาติได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านนา โดยระบุว่า ผู้เสียชีวิตชื่อ นายสัมพันธ์ อายุ 57 ปี เป็นคนป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง และได้พามารักษาตัวกับหมอแผนโบราณที่อำเภอบ้านนา ประมาณ 3 เดือนแล้ว ซึ่งใกล้จากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร เวลาจะไปไหนจะใช้รถวีลแชร์ตลอดเวลา ส่วนสาเหตุที่ออกมาตอนดึกนั้นไม่มีใครทราบ

ทั้งนี้ คนขับรถบรรทุกพอเจอกับภรรยาของผู้เสียชีวิตก็ได้ยกมือไหว้ขอโทษ และกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาใดๆ เพราะคนชนไม่ได้หลบหนีคงต้องรอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง

ทิ้งทวนก่อนย้าย! ปลัดสุดช็อก โดน ปาหินใส่รถ กระจกแตก เผยปมขัดแย้ง-ยอมถอยให้แล้ว

ปาหินใส่รถ วันที่ 12 ก.พ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสตูล นำกำลังเข้าตรวจสอบที่จุดจอดรถด้านข้าง สำนักงานหน้าเทศบาลตำบลเจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล หลังได้รับแจ้งเหตุจาก นายกรกช ยีอาร์ ปลัดเทศบาลตำบลเจ๊ะบิลัง ว่ารถเก๋งนิสสัน ซันนี่ สีดำ ทะเบียน กง-1886 สตูล ของตัวเอง ถูกปาก้อนหินใส่จนกระจกหน้ารถฝั่งคนขับแตกละเอียด โดยมีก้อนหินตกอยู่ข้างรถ

จากนั้นชุดสืบสวน สภ.เมืองสตูล ได้กระจายกำลังลงพื้นที่และสอบถามหาบุคคลว่ามีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้บ้าง พร้อมตรวจสอบรอบบริเวณเพื่อหาหลักฐาน เนื่องจากเป็นช่วงเที่ยงวันระหว่างที่พนักงานเทศบาลและเจ้าหน้าที่ออกไปหาอาหารกลางวันรับประทานกันรวมทั้งปลัดด้วยแล้วจอดรถไว้หน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์

นายกรกช เปิดเผยว่า ตนไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับใครตลอดเวลาที่ทำงานเป็นปลัดที่เทศบาลตำบลเจ๊ะบิลังนี้มานานร่วม 6 ปี และไม่อยากจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ตนมีปัญหาการทำงานกับฝ่ายบริหารถึงขั้นแจ้งความ สภ.เมืองสตูล ไว้เป็นหลักฐาน เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่จะมาเก็บข้าวของเพื่อไปช่วยราชการที่ ทต.คลองขุด โดยวันนี้ตอนเที่ยงออกไปกินข้าวและกลับมาขึ้นรถเพื่อขับรถออกไปหลังเก็บข้าวของเพื่อไปทำงานที่ทำงานใหม่ พอขึ้นรถก็ถูกมือมืดปาหินใส่รถยนต์ส่วนตัวแล้ว

สำหรับปมปัญหาที่ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเคยมีถึงขั้นให้ตนย้ายออกไปจาก ทต.เจ๊ะบิลัง หากทำตามนโยบายไม่ได้ หรืองานร่วมกันไม่ได้ให้ย้ายไป ตนเลยไปคุยกับท้องถิ่นจังหวัดถึงปมขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายปลัดฝ่ายผู้บริหาร ฝ่ายสภา ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ทางท้องถิ่นจังหวัดจึงเสนอว่าปลัดสะดวกไหมที่จะไปช่วยราชการที่อื่น ซึ่งตนก็บอกว่ายินดีเพื่อลดความรุนแรง

ทำให้วันนี้เข้ามาเก็บของจึงเกิดเหตุการณ์ปาหินใส่รถของตนขึ้น ส่วนประเด็นอื่นเคยแจ้งความไว้แล้วก่อนหน้านี้ของพนักงานภายในเทศบาล ลักษณะให้ทำงาน แต่ด้วยวัฒนธรรมของที่นี่ส่วนใหญ่จะตักเตือนไม่ได้ บอกไม่ได้ ถึงขั้นด่าพ่อแม่ ขู่ทำร้าย จึงแจ้งความเป็นหลักฐานไว้แล้ว และขอรับประกันเรื่องส่วนตัวไม่มีมีแต่เรื่องของงานเท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้น ปลัดเทศบาลตำบลเจ๊ะบิลัง มองว่า ยังมีฝ่ายส่วนที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎระเบียบราชการ ที่ทำไม่ได้ ซึ่งข้อจำกัดของราชการต้องใช้ระเบียบเป็นหลัก จึงได้ย้ายออกและไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องในวันย้ายออก จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไม่รู้จะเกิดเรื่องต่อชีวิตอีกเมื่อไหร่ จึงขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตามตัวคนร้ายด้วย

ด้าน นายอับดุลวาริส บิลังโหลด อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลเจ๊ะบิลัง กล่าวว่า ทปลัดเป็นคนอัธยาศัยดีเข้ากับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และก็คิดว่าปลัดไม่มีปัญหากับใคร ซึ่งตนพอได้ทราบข่าวก็รู้สึกตกใจและรู้สึกเสียดายที่รู้ว่าปลัดจะย้ายออกจากพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่ามีบุคคลที่ไม่พอใจการทำงานที่ยึดมั่นของปลัดที่ทำตามกฏระเบียบไม่ลงรอยกั้น ก็คงต้องรอผลการสืบสวนของตำรวจอีกครั้งว่าผู้ใดเป็นคนก่อเหตุครั้งนี้

ทางด้าน นายดุลยา รอเหมมัน ผู้นำศาสนามัสยิดเจ๊ะบิลัง บอกว่า ปลัดเข้ากับชาวบ้านได้ดี โดยส่วนตัวเสียดาย และรู้สึกตกใจเช่นกันที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น อยากจะให้กำลังใจปลัดและเสียความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก

ชายโฉด! ขืนใจดญ.13 ป่วยโรคหัวใจ เคยขยี้กามสาวพิการท้อง ลูกแฉไม่รับเป็นพ่อ

จากกรณีเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เพจปราณบุรี” ได้โพสต์ภาพผู้ก่อเหตุพร้อมข้อความ ระบุว่า เมื่อเวลาเที่ยงคืนกว่า ๆ ของวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ชายในรูปบุกรุกเข้าไปในบ้าน ด.ญ.อายุ 13 หมายจะข่มขืน ซึ่งน้องเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย ญาติ ๆ ได้ยินจึงช่วยกันจับตัวไว้ได้ กราบข้อโทษน้องแต่อาศัยทีเผลอวิ่งหนีไปได้ ญาติเลยเข้าแจ้งความเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา และพาน้องไปตรวจร่างกาย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งติดกับร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ในพื้นที่ ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบ น.ส.ก้อย (นามสมมติ) น้าของเด็กหญิงวัย 13 ปี เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น.ของวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ก่อเหตุเข้ามานั่งเล่นกับพี่ชายของตนที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ โดยผู้ก่อเหตุได้ปีนเข้ามาทางหน้าด้านหลังบ้าน ปกติแล้วผู้ก่อเหตุมักจะมาคุยเล่นกับพี่ชายและปีนเข้าออกทางหน้าต่างห้องนอนของพี่ชายเป็นประจำ

น.ส.ก้อย กล่าวต่อว่า แต่เมื่อผู้ก่อเหตุจะเดินทางกลับบ้าน พี่ชายรู้สึกเอะใจจึงถามว่า “มาทางหน้าต่าง ทำไมไม่ออกทางหน้าต่าง” ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่า อยากจะออทางประตูหน้าบ้าน หลังจากนั้น ผู้ก่อเหตุเดินออกจาห้องนอนของพี่ชาย แต่พี่ไม่ได้ยินเสียงลูกบิดประตูหน้าบ้าน จึงพยายามขึ้นรถเข็นเพื่อจะไปเปิดประตูห้องนอนมาดูหลานสาว อายุ 13 ปี ซึ่งปกติแล้วจะนอนอยู่ที่ห้องโถงกลางบ้านคนเดียว

“จากนั้นเรียกหลานให้ไปกรอกน้ำที่หน้าบ้าน หลานก็ลุกขึ้นมาในสภาพกางเกงหลุดลุ่ย ก่อนจะเดินไปประตูหน้าบ้าน พี่จึงได้ยินเสียงว่าประตูเพิ่งจะปลดล็อกออก เลยบอกให้หลานสาวเข็นตัวเองออกมาที่ห้องโถง และพี่ได้เอื้อมมือไปเปิดไฟทันที พบผู้ก่อเหตุกำลังมุดอยู่ใต้เก้าอี้โยก และเอาผ้าห่มมาคลุมตัว จึงตะโกนเรียกป้ากับลุงให้ออกมาจากห้องนอน ผู้ก่อเหตุลุกขึ้นมาสภาพใส่กางเกงขาสั้นกีฬาตัวเดียว มีกางเกงยีนส์พาดอยู่ที่แขน อ้างว่าทะเลาะกับน้องสาว จะขอนอนด้วย ทุกคนทราบว่าผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงเวลาหลังเดินออกจากห้องของพี่ชายไม่ถึง 10 นาที ก่อเหตุกระทำชำเราหลานสาว ก่อนจะอาศัยทีเผลอหลบหนีไป” น.ส.ก้อย กล่าว

ด้าน นายสมชาย (นามสมมติ) พ่อของผู้เสียหาย กล่าวว่า ยังไม่พบเบาะแสผู้ก่อเหตุ แต่เมื่อวานนี้ผู้ก่อเหตุโทรศัพท์มาหาน้องสาวของเขา บอกว่ากำลังจะหาทางออกอยู่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะหาทางออกด้วยการมอบตัว หรือคิดสั้น ทั้งนี้ ผู้ก่อเหตุประกอบอาชีพรับจ้างขับรถตู้ ไม่ค่อยสุงสิงกัน แต่จากที่รู้จักกัน ผู้ก่อเหตุก็ดูเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะมาก่อเหตุกับลูกสาว เพราะก็มาคุยเล่นกับลูกสาวตลอด ไม่ได้มีท่าทีจะลวนลาม

ส่วน นายป้อม (นามสมมติ) ลูกชายของผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า ตนไม่ยอมรับว่าเป็นลูกชายที่เกิดจากผู้ก่อเหตุ เพราะเขาไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดู และทิ้งตนตั้งแต่แรกเกิด แต่ที่รับรู้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นพ่อของตน เพราะชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าคนนี้เป็นพ่อ มาข่มขืนแม่ตนที่พิการ จนมีตนเกิดขึ้นมา และแม่ของตนตายตั้งแต่ตนอายุได้ 12 ปีแล้ว ทั้งนี้ ตนเติบโตมาด้วยตัวเอง ผู้ก่อเหตุจะมาเป็นพ่อของตนได้อย่างไร และหากผู้ก่อเหตุมาขอโทษ ตนยืนยันว่าไม่พร้อมให้อภัย


รวบสาวแสบ ตระเวนลักทรัพย์ในโรงเรียน คุ้ยกระเป๋าฉกเงินครู ตอนเคารพธงชาติ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พ.ต.อ.พิภบ พัชรลภัส ผกก.สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร สั่งการให้ พ.ต.ท.ธนนท์ ล้นเหลือ รอง ผกก.สส.สภ.กระทุ่มแบน พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.กระทุ่มแบน นำตัว น.ส.สุมิตา หรือแนน จันเพชร (เป็นชื่อตามเฟซบุ๊ก) สัญชาติลาว ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ภายในโรงเรียนเทศบาลศรีบุณยานุสสรณ์ และโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว สาว อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีกล้องวงจรปิดจากโรงเรียนทั้งสองแห่ง เป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามจับกุมตัวและดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวก่อเหตุในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ สน.บางบอน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.บางบอน ได้ขออนุมัติศาลอาญาธนบุรี ออกหมายจับที่ จ.19/2563 ลง 13 ม.ค.63 ไว้แล้ว

สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุลักทรัพย์ในโรงเรียนทั้งสองแห่งจริง โดยที่โรงเรียนเทศบาลศรีบุณยานุสสรณ์ อ.กระทุ่มแบน ก่อเหตุเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2563 อาศัยช่วงเวลาที่ครูและนักเรียน กำลังรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติบริเวณด้านล่างของอาคารเรียน โดยผู้ต้องหาได้เดินขึ้นไปยังอาคารเรียนแต่ละห้อง

จากนั้นได้เดินสำรวจห้องเรียนจนกระทั่งมาถึงห้องที่เกิดเหตุ เป็นห้องเรียนอนุบาล 2/4 มี น.ส.สุรีรัตน์ สุคนธ์ อายุ 31 ปี เป็นครูประจำชั้น เมื่อไม่มีใครอยู่ทางผู้ต้องหาก็ได้รื้อค้นกระเป๋าของ น.ส.สุรีรัตน์ และได้ลักทรัพย์เป็นเงินประมาณ 6,000 บาท แล้วหลบหนีไป

ส่วนที่โรงเรียนวัดนางสาว ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน ก่อเหตุวันที่ 27 ม.ค. 2563 ในช่วงเวลาเช้าเช่นกัน ขณะที่ครูและนักเรียนโรงเรียนวัดนางสาว กำลังรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติบริเวณด้านล่างของอาคารเรียน ผู้ต้องหาได้เดินขึ้นไปยังอาคารเรียนแต่ละห้อง จากนั้นได้เดินสำรวจห้องเรียนจนกระทั่งมาถึงห้องที่เกิดเหตุ เป็นห้องประถม 4/2 มี น.ส.ปิยะธิดา อุบล อายุ 25 ปี เป็นครูประจำชั้น เมื่อผู้ต้องหาสบโอกาสจึงเข้าไปรื้อค้นกระเป๋าของ น.ส.ปิยะธิดา และลักทรัพย์เป็นเงินประมาณ 1,700 บาท แล้วหลบหนีไป

โดยภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ในโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.กระทุ่มแบน ได้ออกสืบสวนติดตามเพื่อจับกุมคนร้ายมาโดยตลอด จนทราบว่าผู้ต้องหาเดินทางมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.แคราย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จึงเข้าทำการควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบปากคำและแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาลักทรัพย์ ก่อนจะส่งตัวไปให้ทาง สน.บางบอน ดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี

สลด! พบซาก วาฬบรูด้า ยาว 13 เมตร เกยตื้นที่บางปู ตัวแรกของปี เตรียมส่งชันสูตร

วาฬบรูด้า วันที่ 26 ม.ค. น.ส.ชลาทิพ จันทร์ชมพู ผอ.ศูนวิจัยทรัพย์พยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ฝั่งตะวันออก ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบซากวาฬบรูด้า ลอยมาเกยตื้นอยู่บริเวณป่าชายเลน ท้ายซอยบางสำราญ 1 หมู่ 4 ถนนสุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่จากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าไปตรวจสอบ

บริเวณที่พบซากวาฬนั้นห่างจากฝั่งประมาณ 30 เมตร ตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าวาฬเป็นวาฬเพศเมียเนื่องจากพบเต้านมและช่องของอวัยวะพศ สภาพโตเต็มวัย ความยาวตั้งแต่หัวถึงหางประมาณ 13 เมตร น้ำหนักประมาณ 5 ตัน สภาพเริ่มเริ่มเน่าเปื่อย คาดวาน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 อาทิตย์

ทั้งนี้จาการสอบถาม นายนพดล ฮวดใช้ อายุ 40 ปี อาชีพขายส่ง โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ที่อาศัยอยูบริเวณดัวกล่าว ทราบว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาระหว่างตนนอนอยู่บ้านพัก ได้กลิ่นเหม็นเน่าคลายกับซากปลาโชยมาอย่างรุนแรง แต่ก็ยังไม่ได้ออกไปดู กระทั่งช่วงสายวันนี้ตนได้ออกมาเดินเลาะชายฝั่งป่าชายเลน เพื่อหาต้นต่อของกลิ่นจนมาพบซากวาฬบรูด้าดังกล่าว

ด้าน น.ส.ชลาทิพ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางศูนย์ได้รับแจ้งจากเรือประมงว่า พบซากวาฬบรูด้าลอยอยู่กลางอ่าวไทย ซึ่งห่างจากเกาะสีชังประมาณ 8 กม. แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้นำเรือไปตรวจสอบตามพิกัดก็ไม่พบ กระทั่งวันนี้ชาวบ้านได้มาพบซากวาฬซึ่งน่าจะเป็นตัวเดียวกันถูกคลื่นซัดลอยมาติดอยู่ที่ริมป่าชายเลน จ.สมุทรปราการ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นยังไม่สามารถสรุปได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำเนื้อเยื่อไปตรวจสอบหาพันธุกรรมของวาฬตัวดังกล่าวว่าเป็นฝูงใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำวาฬออกไปผ่าพิสูจน์ได้ โดยในช่วงเช้าวันที่ 27 ม.ค.ซึ่งจะเป็นช่วงน้ำขึ้น เจ้าหน้าที่จะได้นำเรือมาลากซากวาฬตัวดังกล่าวออกจากป่าชายเลน

ก่อนที่จะนำไปขึ้นฝั่งบริเวณโรงเรียนเทศบาล 2 ต.บางปูใหม่ เพื่อพาชันสูตรซากหาสาเหตุการตาย ทั้งนี้จากข้อมูลของศูน์วิจัย ปัจจุบันวาฬที่พบว่าวาฬบรูด้าที่พบหากินในอ่าวไทยที่สามารถระบุตัวและตั้งชื่อได้นั้นมีอยู่ประมาณ 50 ตัว แต่อาจจะมีการสืบพันธ์และได้ลูกขึ้นเพิ่มขึ้นมามากว่าจำนวนที่พบ ส่วนวาฬตัวนี้นับว่าเป็นตัวแรกของปี 2563 ที่พบซาก

หากินกับคนตาย! พ่อ นศ.สาวสอง โดดน้ำดับช้ำ เจอหลอกเงินประกันงานศพลูกชาย

นศ.สาวสอง / กรณี นายชฎาธร จันทร์คง หรือ อลิส อายุ 24 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เสียชีวิตจากเหตุกระโดดคลองสะพานบางยี่โร อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยอาจารย์โพสต์ตามหาลูกศิษย์ ชื่อเล่น อลิส หายออกจากหอพัก เมื่อเวลา 08.56 น. พร้อมรถจักรยานยนต์ ติดต่อไม่ได้ ก่อนที่จะพบจดหมายของผู้ตาย ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง เขียนบรรยายถึงความสิ้นหวัง ผิดหวัง ไม่ได้ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ทั้งยังเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่อยากให้เป็น ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่วัดถ้ำวารีริน (วัดบางเหลียว) หมู่ 2 ต.คีรีวง อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ นายธวัช บุญนวล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และคณะนักศึกษา ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพ นายชฎาธร จันทร์คง หรือ อลิส อายุ 24 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เสียชีวิตจากเหตุกระโดดคลองสะพานบางยี่โรใกล้โรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา

โดยนายถาวร จันทร์คง อายุ 54 ปี พ่อน้องอลิส นำเอกสารหลักฐานขอเงินประกันชีวิตของลูกชายมามอบให้ สร้างความมึนงงแก่นายธวัชความสงสัย เพราะไม่เคยติดต่อขอเอกสารดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกกลุ่มมิจแาชีพหลอก

นายถาวร กล่าวว่า ช่วงเที่ยงวันที่ 20 ม.ค. มีคนโทรศัพท์อ้างว่าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาลูกชาย แจ้งว่าลูกชายทำประกันชีวิตไว้กับมหาวิทยาลัยปีละ 1,500 บาท เมื่อเสียชีวิตจะได้เงินชดเชย 200,000 บาท โดยให้พ่อเตรียมเอกสารไว้จะเดินทางมารับในวันที่ 21 ม.ค. แต่จะต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการก่อน 4,500 บาท ตนจึงโอนเงินไปยังบัญชีของอาจารย์ทันที โดยไม่คิดว่าจะถูกหลอก

“ช่วงเที่ยงวันนี้ได้โทรหาเบอร์ผู้ที่อ้างเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาอีกครั้งแต่โทรไม่ติด ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนเย็นอาจารย์จะมางานศพแล้ว แต่เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาถามว่า เอกสารอะไรจึงรู้ว่าถูกหลอกแล้ว รู้สึกเสียใจและไม่คิดว่าคนร้ายจะกล้ามาหากินกับคนที่กำลังเสียใจ ในการสูญเสียลูกชายคนที่รักไป โดยจะไปแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นายถาวร กล่าว

นายธวัช บุญนวล อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า เมื่อพ่อของอลิสนำเอกสารมาให้ และเล่าให้ฟังขอยืนยันว่าทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ไม่เคยมีนโยบายในการเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองทุกกรณี จึงรู้สึกเสียใจที่มีคนร้ายหากินบนความทุกข์โศกเศร้าของคนอื่น ขอให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะปัจจุบันมีคนร้ายที่หากินโดยออกอุบายต่างๆ ให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินเป็นจำ

ฆ่าเสร็จแจ้งตร. ผัวโหดบีบคอเมียดับ นั่งมองศพไม่สะทกสะท้าน ชาวบ้านเผยเหมือนคนละเมอ

วันที่ 17 ม.ค. พ.ต.ท.ธีวัฒน์ ธรรมสอน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา รับแจ้งเหตุสามีบีบคอภรรยาเสียชีวิต ภายในบ้าน ต.บ้านต๋อม อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลพะเยา

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารตึก 3 ชั้น 2 คูหาใกล้กับโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ.รุ่งโรจน์อะไหล่ โถงชั้นล่างติดกับโต๊ะบัญชี พบนายศักดิ์สิทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี สวมเสื้อคอโปโลสีเทา กางเกงขายาวสีดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้รับแขกแสดงอาการปกติ ส่วนที่พื้นห้องพบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นางศรีคำ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี

นายบุญส่ง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี น้องชายผู้ตาย กล่าวว่า สองสามีภรรยาเคยมีปัญหากันมาก่อนแล้ว พี่สาวของตนได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่กับลูกสาวนานประมาณ 1 สัปดาห์ เพิ่งกลับมาเมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นห่วงลูกชายอีกคนที่อยู่เฝ้าร้านเกรงว่าจะมีปัญหากับพ่อ

นายบุญส่ง กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุดังกล่าว เมื่อเวลา 17.30 น. ตนยังนำปลาแดดเดียวมาให้พี่สาวรับประทานมื้อเย็น แต่ถูกปฏิเสธว่าไม่อยากกิน เดี๋ยวต้มบะหมี่สำเร็จรูปทาน สักพักได้ยินชาวบ้านละแวกใกล้เคียงบอกว่าพี่สาวถูกสามีฆ่าตาย รู้สึกเสียใจมากทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ควรกลับมา เพราะนายศักดิ์สิทธิ์เป็นคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้

ด้านเพื่อนบ้านบอกว่า บางวันก็เห็นเจ้าของร้านแบตเตอรี่ เดินข้ามถนนไปมาเหมือนคนละเมอ ขณะที่ทางญาติ นายศักดิ์สิทธิ์ ก็บอกตำรวจว่า นายศักดิ์สิทธิ์ มีอาการทางจิตด้วย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้กู้ภัยนำศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพะเยา เพื่อหาหลักฐานการตายอย่างแท้จริงต่อไป พร้อมควบคุมตัวนายศักดิ์สิทธิ์ ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองพะเยา ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นคนโทรแจ้งตำรวจและไม่คิดหลบหนี





ชนโลงแตก! รถตู้ขนหีบศพข้ามเกาะกลางชนแท็กซี่ ผงะ!โลงศพกระจายกลางถนน

ชนโลงแตก / เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 13 ม.ค. ศูนย์วิทยุ สภ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถตู้เสียหลักข้ามเกาะกลางถนน ไปชนรถแท็กซี่ที่ขับสวนทางมา มีของหลวงได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนสายบ้านแพ้ว-พระประโทน หลักกม.ที่ 10 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บ้านแพ้ว และอาสามูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เข้าให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ซึ่งจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน นค2195 นครปฐม สภาพด้านหน้าได้รับความเสียหาย กระจกแตก ท้ายรถพบโลงศพและ โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ที่บรรทุกมา ตกหล่นลงมาบนพื้นถนนและยังมีอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานศพ เช่น ดอกไม้จันทน์ ด้ายแดง สาญสิญจน์ ฯลฯ อยู่ในรถด้วย

ส่วนคนขับยังไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทางเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิการกุศลสมุทรสาครให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลบ้านแพ้วไปก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ ยังพบรถแท็กซี่ สีชมพู หมายเลขทะเบียน ทษ542 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าได้รับความเสียหาย ชนเบียดอัดติดอยู่กับรถตู้ที่บรรทุกโลงศพ ทราบชื่อผู้ขับคือนายศักดิ์ ลุเอี่ยม อายุ 53 ปี ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายศักดิ์ คนขับรถแท็กซี่เล่าว่า ตนรับผู้โดยสารมาจากในตัวเมืองมหาชัย เพื่อจะมาส่งที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถตู้ที่บรรทุกโลงศพ ซึ่งขับสวนทางอยู่คนละฝั่งเกิดเสียหลักเพราะถนนลื่นจากฝนที่ตกลงมา ทำให้รถหมุนก่อนจะข้ามเกาะกลางถนน พุ่งมาเฉี่ยวชนกับรถของตน โชคดีที่ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถของตน 2 คน ไม่ได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้รถยกมายกรถทั้ง 2 คันออกจากที่เกิดเหตุ พร้อมกันนี้ก็จะให้คนขับรถทั้ง 2 คันและผู้ที่เห็นเหตุการณ์ไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.บ้านแพ้ว ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยกันยกเสาไฟฟ้าเกาะกลางถนนที่ถูกชนจนหักโค่นออก เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร รวมถึงโลงศพที่ตกลงมาบนถนน จนทำให้คนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาตกใจด้วย เพราะคิดว่ามีศพอยู่ข้างในอีกด้วย




ผัวปาดน้ำตา! เมีย ถูกหวย 12 ล้าน 4 เดือนเตียงหัก เล่านาทีจับได้คบชู้ ถูกจ้างหย่า2แสน

ถูกหวย จากกรณี น.ส.สมศรี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ชาว อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี อาชีพเป็นแม่ค้ากล้วยทอด ขายขนมไข่หงส์ และลูกชิ้นทอดที่บริเวณหน้าร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค แห่งหนึ่งใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ส.ค.62 หมายเลข 775476 จำนวน 2 ใบ ได้รับเงินรางวัล 12 ล้านบาท โดยครั้งนั้นมีบรรดาพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงรวมถึง นายพิทักษ์ สามารถกุล อายุ 50 ปี สามีของ น.ส.สมศรี มาร่วมแสดงความยินดีอย่างชื่นมื่น

ล่าสุดมีรายงานว่า 2 ผัวเมียดวงเฮงคู่นี้ หลังผ่านมาแค่ 4 เดือนเศษก็เตียงหักเสียแล้ว โดยผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ นายพิทักษ์ ที่บ้านหลังหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ซึ่ง นายพิทักษ์ เปิดใจว่า หลังจากครอบครัวตนถูกรางวัลที่ 1 จากนั้นก็พากันไปขึ้นเงินที่กองสลาก ได้เงินสดมา 11,940,000 บาท หักภาษี 60,000 บาท เงินที่ได้มาก็ให้ญาติๆ ของเมียทุกคน ส่วนตนได้ 1 ล้านบาท แต่กว่าจะได้ก็ยากเหมือนกัน เหมือนกับต้องขู่เอา

จากนั้นแบ่งให้ลูกชาย 2 คนคนละ 1.5 ล้านบาท ตนไม่ได้ว่าจะให้เงินญาติๆ แต่ที่เสียใจคือเขาบอกเลิกตน หลังจากตนจับได้ว่าเขาแอบคุยกับกิ๊กที่ขายผลไม้อยู่ที่เดียวกัน เจ็บใจมาก ที่ผ่านมาตัวเองทุ่มเทให้ครอบครัวทุกสิ่งทุกอย่าง มีอาชีพขับรถบรรทุกขนส่ง ส่งเงินมาให้เมียทุกเดือนไม่เคยขาด แต่เมียไม่น่าจะทำแบบนี้ เสียดายเวลาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน 30 กว่าปี และมีลูกชายถึง 2 คน สมัยก่อนทำงานอยู่อุดรฯ เมียกลัวตนจะหย่า แต่สุดท้ายไม่คิดเลยว่าเมียจะจ้างหย่าตนแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เงินใครที่ซื้อลอตเตอรี่ นายพิทักษ์ บอกว่า เป็นเงินของเมีย เพราะปกติก็ซื้อประจำอยู่แล้ว แต่ตนก็ส่งให้ทุกเดือนไม่เคยขาด พอถูกหวย 12 ล้าน ก็เปลี่ยนไปแอบไปมีกิ๊กรุ่นลูกจนถูกจับได้ และหากตนคุยเรื่องเงินถูกหวยก็มีเรื่องทะเลาะกันตลอด สุดท้ายต้องลงเองด้วยการหย่ากัน

“สุดจะช้ำใจว่า วันที่จับได้ ผมเจ็บปวดมาก ผมเห็นเมียนอนวิดีโอคอลใส่หูฟังคุยอยู่ ผมเดินไปหาเห็นคุยต่อหน้าต่อตา จึงด่าเมียและชู้ไป จากนั้นเขาก็พยายามบอกเลิกและหย่ากับผม จนในวันที่ 18 ธ.ค.62 จึงตัดสินใจหย่าให้ เขาจ้างหย่าผมด้วยเงิน 200,000 บาท เสียดายวันเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน 30 กว่าปีเ จนมีลูกชาย 2 คนคนโตก็อายุ 29 ปีแล้ว เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ พอมีเงินแล้วก็เริ่มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเขามาทำแบบนี้ จนลูกๆ 2 คน ไม่เคยไปบ้านแม่เขาเลย เพราะอับอายกับเรื่องนี้ของแม่” นายพิทักษ์ กล่าว

หลังเกิดเรื่องตนถึงคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้คิดได้ต้องสู้ต่อไป แต่เสียดายเวลาที่อยู่ด้วยกัน ตอนนี้เงินที่เมียให้มาก็มาสร้างบ้านเอาไว้ให้ลูก แต่ตนคงไม่อยู่ที่นี่ บ้านใกล้กันมันตำตาตำใจ เรื่องเงินถูกหวยเชื่อว่าคู่ของตนไม่ใช่คู่สุดท้ายที่มีปัญหา เชื่อว่าต้องมีอีกหลายคู่ หากครอบครัวจะเตียงหักแบบนี้ ตนไม่อยากจะถูกหวยดีกว่า ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อ น.ส.สมศรี แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้


ลุงโวยตำรวจล็อกล้อ ชี้หน้า-ตะโกนด่าหยาบ หายเมาสำนึกได้ ยกมือไหว้ถึงโรงพัก

วันที่ 6 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ “สารคามบ้านทุ่ง สารวัตร โจ้” โพสต์คลิป จำนวน 2 คลิป พร้อมข้อความระบุว่า “เหตุเกิดที่บ้านเกิดผมเอง อ.พล ต่างกันวันเดียว” โดยคลิปแรกบันทึกภาพชายเสื้อขาว กำลังยืนชี้นิ้วด่าทอผู้ที่ถ่ายคลิป พร้อมทั้งใช้เท้าเหยียบที่รถจักรยานยนต์ โดยพูดต่อว่าตำรวจจราจรว่ามาล็อกล้อรถของตัวเองแบบนี้ไม่ได้ ทำตามคำสั่งร้อยเวร ร้อยเวรเป็นพ่อของ…เหรอ ส่วนอีกคลิปเป็นคลิปขณะที่ชายคนเดิมนำกระเช้ามาขอโทษทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงศ์วิจารณ์ ผกก.สภ.พล กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวในคลิปเกิดขึ้น ในวันที่ 31 ธ.ค. 2562 โดยชายที่อยู่ในคลิปเป็นชายวัย 50 ปี อาศัยอยู่ในตลาดพล อ.พล จ.ขอนแก่น ก่อนเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พล รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ชายคนดังกล่าวขับรถกระบะขนส่ง เทปใส,เทปกาว ไปชนป้ายร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนได้รับความเสียหาย แล้วหลบหนีไป

“ทางเจ้าของร้านได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ พอตำรวจมาถึงก็ได้ออกติดตามหารถคันดังกล่าว และไปเจอรถคันดังกล่าวจอดริมถนนหน้าบ้านตัวเอง ซึ่งชายดังกล่าวนั่งดื่มสุราอยู่ภายในบ้าน จึงได้ล็อกล้อไว้เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน” พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าว

พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จังหวะนั้นชายดังกล่าวได้วิ่งออกมาโวยวายไม่ยอมให้เอารถไป และไม่ให้ล็อกล้อเหมือนที่อยู่ในคลิป โดยในวันดังกล่าวทางเจ้าของร้านกับทางชายดังกล่าวได้มีการตกลงค่าเสียหายกัน และไม่ติดใจเอาความ และประมาณ 2-3 วันถัดมา

“ทางชายดังกล่าวได้นำกระเช้ามาขอโทษทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร คาดว่าหลังจากแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์อาจจะไปนั่งคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนำกระเช้ามาขอโทษตามคลิปที่ 2”  พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าว

พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นภาพสะท้อนทั้งการทำงานของตำรวจที่ต้องอยู่ภายใต้การปะทะต่าง ๆ รวมทั้งสุราที่เป็นน้ำเปลี่ยนนิสัย ทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ เปลี่ยนไป พอมีโซเชียลก็จะทำให้เกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น อยากจะฝากถึงทุก ๆ คนทุกฝ่ายให้มีสติ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรก็ไม่ได้ติดใจอะไร และในส่วนของกฎหมายก็พิจารณาไปตามกรอบตามขั้นตอนต่อไป

รวบทันควัน! หนุ่มแมสเซนเจอร์ควงปืน ปล้นร้านสะดวกซื้อ รับหาเงินเปย์พริตตี้สาว

ปล้นร้านสะดวกซื้อ / เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ สน.ลาดพร้าว พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.ลาดพร้าว พ.ต.ท.สถาปนา จุณณวัตต์ รอง ผกก.สส.สน.ลาดพร้าว นำกำลังตำรวจ สน.ลาดพร้าว จับกุม นายเอกชัย ชินวงษ์ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาจี้ชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ พร้อมของกลางอาวุธปืนปลอม 1 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง หมวกกันน็อคเต็มใบ สีขาวลายดำ 1 ใบ และเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ในการก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้บริเวณปากซอยโพธิ์แก้ว แยก 1 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากตัวแทนร้านสะดวกซื้อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่พนักงานขายที่ทำหน้าที่ขายสินค้าอยู่ภายในร้านสะดวกซื้อติดกับโรงงานผลิต ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป สาขาอาร์แบค 3 ซอยลาดพร้าว 107 แยก 18 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีคนร้ายเป็นชายไทย จำนวน 1 คน มีรูปร่างลักษณะอ้วนใหญ่ สีผิวดำแดง ส่วนสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมหมวกกันน็อคเต็มใบ สีขาวลายดำ ใส่เสื้อแขนกุดสีแดง สวมกางเกงยีนส์สามส่วนขาสั้น สะพายกระเป๋าสีดำ รองเท้าแตะสีดำ เข้ามาขอซื้อโทรศัพท์มือถือ

ต่อมาพนักงานหยิบโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อหนึ่ง จำนวน 1 เครื่อง ราคา 4,990 บาท ให้คนร้ายดู จากนั้นคนร้ายชักอาวุธปืนออกมาข่มขู่ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือ ก่อนวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีฟ้าขาว ที่จอดไว้บริเวณหน้าร้าน แล้วหลบหนีไป

จากนั้นทางตำรวจสืบสวน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และขออนุมัติศาลออกหมายจับ จนสามารถจับกุมตัวได้พร้อมของกลาง บริเวณปากซอยโพธิ์แก้ว แยก 1 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ โดยไม่ถึง 24 ชั่วโมง อย่างรวดเร็ว ก่อนควบคุมตัวสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว

สอบสวนผู้ต้องหา ให้การยอมรับสารภาพว่า มีอาชีพเป็นพนักงานส่งเอกสารบริษัทหนึ่งในกรุงเทพฯ และต้องการเงินไปใช้เลี้ยงแฟน ซึ่งเป็นสาวสวยพริตตี้อยู่ที่จ.นครราชสีมา ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากเงินเดือนยังไม่ออก จึงก่อเหตุครั้งนี้เป็นครั้งแรก ส่วนอาวุธปืนเป็นของปลอมซึ่ง ซื้อมาจากร้านขายของเล่นแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจต้องสืบสวนขยายผลอีกครั้ง เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป