เรื่องเด่น

กระบะเมาชน 2 นักศึกษาสาวเสียชีวิตคาที่ ขับต่ออีก 2 กิโลเมตร อ้างหยุดรถไม่ได้

หนุ่มเมาขับกระบะชนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 นักศึกษาสาว กลับจากงานวันเกิดเพื่อน เสียชีวิตคาที่ทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 ต.ค.) เมื่อเวลา 02.00 น. สภ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ถูกรถยนต์กระบะชนแล้วหลบหนีมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บนถนนโรจนะ ขาเข้าเกาะเมือง บริเวณสะพานต่างระดับอยุธยา หน้าโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป หลักกม.ที่ 17 หมู่ 3 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

กลางสะพานพบศพ นางสาวธิดารัตน์ อายุ 20 ปี  คนขับรถจักรยานยนต์ ชาวจังหวัดชัยภูมิ สภาพศพแขนขาหัก ห่างออกไปประมาณ 5 เมตร พบศพ นางสาวชนากาญ อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดสิงห์บุรี สภาพศพแขนขาหัก ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน ล้มอยู่กลางถนนมีร่องถูกชนที่ด้านท้ายพังยับเยิน พบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ตกอยู่

ตรวจสอบห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร พบรถยนต์กระบะ โตโยต้า สีดำ สภาพด้านหน้ามีร่องรอยชนได้รับความเสียหาย ไฟหน้าแตก มี นายเสกสรร อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดมหาสารคาม พูดจาวกวนไปมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมตัวไป ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ใช้เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ สูงถึง 150 มิลลิกรัม

ทางด้าน ร.ต.อสามารถ  รักษาศักดิ์ รองสว (สอบสวน) สภ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบ พบว่ารถยนต์กระบะได้พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์อย่างแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย สอบสวนคนขับให้การวกไปวนมาอ้างว่า พอชนรถจักรยานยนต์แต่ไม่สามารถหยุดรถได้จึงขับเลยไปถึง 2 กิโลเมตร จึงสามารถเบรกรถได้ 

จากการตรวจสอบสภาพรถแล้วรถยนต์กระบะได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถขับไปต่อได้ ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ไปงานวันเกิดเพื่อนอยู่ระหว่างเดินทางกลับที่พัก 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ขับขี่รถยนต์กระบะไว้ดำเนินคดี พร้อมกับติดตามญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายเพื่อให้มารับศพไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป

เรื่องเด่น

ชาวบ้านเม็กซิโก โหดจัด! จับนายกเล็กมัดติดรถ-ขับลาก เหตุไม่ทำถนนให้ตามที่หาเสียง

ชาวบ้านในเมืองลาส มาร์การิตาส์ ประเทศเม็กซิโก 11 คนโดนจับกุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 ต.ค.) หลังจากจับตัวนายกเทศมนตรีในท้องถิ่น นายคอร์เค ลุยส์ แอร์นันเดซ มัดมือกับเชือกพันด้วยเทปใส เทปกาวอย่างแน่นหนาแล้วผูกติดกับรถ ก่อนขับให้ตัวนายกเทศมนตรีลากไปกับถนนด้วยความเร็วสูง

ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านทั้ง 11 ทำก่อเรื่องดังกล่าวขึ้น เว็บไซต์ข่าว เอ็กเซลซิออร์ รายงานว่าเป็นเพราะไม่พอใจที่นายแอร์นันเดซผิดสัญญา ที่เคยบอกว่าจะสร้างถนนให้ แต่ไม่ทำ

นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่คลิปที่นายแอร์นันเดซ นายกเทศมนตรีในท้องถิ่น โดนลากไปกับถนนด้วย

Embedded video
เรื่องเด่น

แค่ไอก็รู้เรื่อง โชเฟอร์สิบล้อขับพุ่งเสาไฟ-ตู้ชุมสาย เพราะวูบตอนไอรุนแรง

โชเฟอร์รถเทรลเลอร์เกือบไม่รอด เพราะไอรุนแรงอย่างหนัก ทำรถบรรทุกเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า-กระแทกตู้สัญญาณโทรศัพท์ เสียหายนับล้านบาท

เมื่อคืนวานนี้ (9 ต.ค.) พ.ต.ท.ศิโรจน์ แนบเนียน สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกเทรลเลอร์พุ่งชนเสาไฟฟ้าหักโค่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ม.3 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถกู้ชีพเทศบาลเมืองคลองหลวง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ในที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกเทรลเลอร์หัวลาก 18 ล้อ สภาพด้านหน้ารถชนติดอยู่กับเสาไฟฟ้าแรงสูงริมทาง เป็นเหตุทำให้เสาไฟหักโค่น สภาพหัวรถได้รับความเสียหายพังยับเยิน ขณะที่ด้านใต้รถชนติดอยู่กับตู้ชุมสายโทรศัพท์ขั้นพื้นฐานได้รับความเสียหายกระจัดกระจาย

ส่วนคนขับรถบรรทุกคือ นายปรีชา อายุ 44 ปี ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เหตุดังกล่าวส่งผลทำให้โทรศัพท์พื้นฐานและอินเตอร์เน็ตบ้านในบริเวณดังกล่าวไม่สามารถใช้การได้

นายปรีชา ให้การว่า ตนขับรถมาส่งหลังคาเมทัลชีทที่หน้างานก่อสร้าง ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะเกิดเหตุกำลังขับรถเปล่ากลับบริษัท ย่านคลองเจ็ด เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนมีอาการไออย่างหนัก ทำให้เกิดอาการวูบไประหว่างขับรถ เป็นเหตุทำให้รถบรรทุกเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าริมทางและตู้ชุมสายโทรศัพท์

ทั้งนี้ นายปรีชา บอกว่า ตัวเองมีอาการไอแปลกๆ และไอรุนแรงแบบนี้มาแล้ว 3 วันติดต่อกันแล้ว แต่หนักที่สุดก็คงจะเป็นครั้งนี้ เคราะห์ยังดีที่หลังเกิดอุบัติเหตุตนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สามารถเดินออกจากซากรถได้อย่างหวุดหวิด

พ.ต.ท.ศิโรจน์ แนบเนียน สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุบันทึกภาพเป็นหลักฐานและเชิญตัวผู้ขับขี่ไปสอบปากคำ ร่วมประสานการไฟฟ้า โทรศัพท์เพื่อมาทำการแก้ไขและยกรถไปเก็บไว้ที่สถานที่เก็บของกลางและดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ต่อไป

เรื่องเด่น

จุดยากันยุงสูดตายคาเก๋ง ผัวเมียทิ้งจดหมายอำลา เครียดปัญหาบ้านถูกยึด

“ถ้าเรามีบ้าน คงไม่ตัดสินใจตาย” 2 สามีภรรยาจับมือสิ้นใจ จุดยากันยุงรมควันเสียชีวิตคารถยนต์ พร้อมกับทิ้งจดหมายสั่งเสียเอาไว้ ปมเพราะบ้านถูกเจ้าหนี้ยึด

เมื่อคืนวานนี้ (7 ต.ค.) ร.ต.อ.ประมาณ ยวนยี รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งมีเหตุคนนอนเสียชีวิตภายในรถยนต์ จอดอยู่บริเวณโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างจิตต์ศรีสะเกษธรรมสถาน และแพทย์เวร รพ.ศรีสะเกษ ไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบรถยนต์นิสสัน มาร์ช สีเขียว จอดอยู่ริมถนน พร้อมกับติดเครื่องยนต์เอาไว้ โดยประตูปิดล็อกเอาไว้ทุกด้าน ภายในบริเวณที่นั่งคนขับ พบชายวัยประมาณ 60 ปี นั่งอยู่ในลักษณะเอนเบาะนอนแน่นิ่ง ไม่ไหวติง และข้างๆ กันพบหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งในลักษณะเดียวกันอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ ขาซ้ายวางพาดขึ้นมาอยู่บนคอนโซลหน้ารถ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น คาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้วทั้งคู่

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงเร่งทำการงัดประตูหน้าฝั่งคนขับเพื่อเปิดประตูรถออก พบว่าทั้ง 2 คนได้เสียชีวิตแล้ว จากการตรวจสอบทราบชื่อคือ นายประกาศิต อายุ 61 ปี และ น.ส.อมรรัตน์ อายุ 53 ปี ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ส่วนที่ท้ายรถพบกระถางต้นไม้วางอยู่บนกระทะไฟฟ้า ภายในพบมีการจุดยากันยุงเอาไว้หลายขดพร้อมกัน

จากการตรวจสอบภายในกระเป๋าสะพายของนางอมรรัตน์ พบมีจดหมายฉบับหนึ่งมีข้อความระบุว่า

“ข้าพเจ้า อมรรัตน์ ขอโทษด้วยนะคะ ตัดสินใจทำแบบนี้เพราะทำอะไรก็มีแต่คนเห็นแก่ตัว ขอโทษเจ้าหนี้ด้วย ไม่ต้องสืบอะไร เพราะว่า อมรรัตน์ ไม่มีพี่น้องที่ไหนเลย ฝากร่างอมรรัตน์และเงินติดตัว ขอมอบให้กับมูลนิธิฯ บ้านถูกยึดแล้วยังถูกฟ้องอีก จึงรับไม่ได้ ขอตายดีกว่าอยู่แล้วทรมาน ฝากมูลนิธิเผาร่างเราทั้งสองด้วย สุดท้ายขอรบกวนอย่างหนึ่งด้วยนะคะ ทรัพย์สินที่ติดตัวยกให้มูลนิธิ อย่าส่งข่าวไปหาญาติที่ไหน เพราะเราไม่มีญาติ บ้านก็เช่าเขาอยู่ รบกวนมอบร่างเราทั้งสองให้มูลนิธิ เราทั้งสองขอขอบคุณมาก ถ้าเรามีบ้าน เราคงจะไม่ตัดสินใจตายพร้อมกัน”

เจ้าหน้าที่จึงเก็บจดหมายฉบับดังกล่าวเอาไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่แพทย์ระบุว่า ทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง ขณะที่จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า มีพยานพบเห็นรถคันดังกล่าวได้มาจอดไว้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 ตุลาคม กระทั่งช่วงค่ำมีพลเมืองดีผ่านมาพบเห็น เนื่องจากรถคันดังกล่าวติดฟิล์มกรองแสงไม่ทึบมาก และเห็นว่ารถยังสตาร์ทเครื่องเอาไว้อยู่ทั้งวัน เคาะกระจกเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมากตรวจสอบดังกล่าว

อย่างไรก็ตามสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองน่าจะเกิดเครียดจากปัญหาส่วนตัว จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน โดยนำเอายากันยุงมาจุดเพิ่มรมควันฆ่าตัวตายดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้เร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเด่น

หนุ่มนั่งวิปัสสนาเห็นนิมิต วิญญาณปริศนานำทาง มาเจอศพหมกปั๊มร้าง

หนุ่มนักปฏิบัติธรรมนุ่งขาว พาตำรวจไปชี้จุดพบศพชายนิรนาม ถูกเผาหมกคาห้องน้ำปั๊มน้ำมันร้าง อ้างนั่งวิปัสสนาอยู่ได้รับกระแสจิต บางอย่างขอให้ช่วย นำทางพามาเจอศพในที่สุด

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน หลังได้รับแจ้งจากนักปฏิบัติธรรมว่ามีผู้เสียชีวิต จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและร่วมชันสูตรพลิกศพ

จุดเกิดเหตุเป็นปั๊มน้ำมันถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี พบกลุ่มชาวบ้านกำลังมุงดู โดยมีชายหนุ่มสวมเสื้อสีขาว และหญิงชราในชุดนุ่งขาว นำทางเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุ ที่อยู่ทางทิศเหนือของปั๊มน้ำมัน จุดดังกล่าวเป็นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เรียงรายกัน 10 ห้อง

จากการตรวจสอบห้องน้ำห้องที่ 4 พบศพถูกไฟไหม้ทั้งตัวจนเกลียม บริเวณเพดานดำไปด้วยควันไฟ จากนั้นอาสาสมัครกู้ภัยวัดหมอนไม้ นำร่างผู้เสียชีวิตออกจากยังที่เกิดเหตุ เพื่อชันสูตรพลิกศพ

นายเกียรติศักดิ์ อายุ 30 ปี นักปฏิบัติธรรม เล่าว่า ตนนั่งวิปัสสนาจากกระแสจิต พบเห็นเท้าสีดำ 2 ข้างมาขอให้ช่วยเหลือถูกฆ่าที่ปั๊มน้ำมันร้าง ระบุว่าตั้งอยู่ถนนทางไปพิษณุโลก จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้แม่ขาวฟัง แม่ขาวคือ นางน้ำเย็น อายุ 79 ปี ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดพระแท่นด้วยกัน จึงชวนกันออกตามหาปั๊มน้้ำมันที่เห็นในนิมิต กระทั่งมาพบสถานที่แห่งนี้และเข้าไปเดินหา จนได้กลิ่นเหม็นเน่าและพบศพอยู่ในห้องน้ำในที่สุด

พ.ต.อ.ฉัฐวัชร พงศ์วาสน์ ผกก.สภ.วังกะพี้ เปิดเผยว่า ผลจากชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นแพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ทราบเพียงว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย ส่วนชื่อ-นามสกุล ส่วนสูง และเสียชีวิตมากี่วันแล้วยังไม่ทราบ ต้องนำศพส่งตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์อย่างละเอียดก่อน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของชายนิรนามรายดังกล่าว ตำรวจทุกฝ่าย เร่งลงพื้นที่เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป

เรื่องเด่น

ผวาเข่าอ่อน! เปิดประตูซ่อมห้องว่างเจอศพ เหลือเพียงแค่โครงกระดูก

ผู้ดูแลคอนโดมิเนียมในปทุมธานี เข้าไปซ่อมประตูในห้องที่ยังว่าง แต่ต้องช็อกตาตั้ง เพราะเจอศพเหลือแค่กระดูกอยู่ภายในห้องน้ำ พบเป็นคนเช่าเก่าที่ขาดการติดต่อไปหลายเดือน

เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) พ.ต.ท.สุเมธ จงเนติวิศิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ข้างร้านจำหน่าย กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาลหลังได้รับแจ้งรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ นำกำลังชุดสืบสวน อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นคอนโดมิเนียม สูง 7 ชั้น ห้องที่เกิดเหตุอยู่ชั้นที่ 3 พบผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ อยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้า ไม่สวมใส่เสื้อผ้า มีเพียงผ้าขนหนูคลุมร่าง ชิ้นส่วนร่างกายเหลือเพียงกระดูกไม่เหลือเค้าโครงใบหน้าเดิม ภายในห้องพบขวดเหล้าขาว ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง สมุด ปากกา แว่นตา และเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ตลอดจนเสื้อผ้าวางอยู่ ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายนิรันดร อายุ 60 ปี

จากการสอบถาม นายศิริชัย อายุ 56 ปี ผู้ดูแลอาคารดังกล่าว เปิดเผยว่า ห้องนี้เป็นห้องว่าง จึงได้ไปขอกุญแจจากนิติบุคคลมาเปิด เพื่อทำการถอดประตูที่ชำรุดมาเก็บไว้ แต่เมื่อเปิดเข้าไปก็รู้สึกเอะใจ เพราะห้องนี้เป็นห้องว่าง แต่ทำไมยังมีสิ่งของเครื่องใช้วางอยู่ เมื่อเดินเข้าไปดูในห้องน้ำก็ต้องตกใจสุดขีด เพราะพบเห็นศพผู้เสียชีวิตเหลือเพียงโครงกระดูก

ทั้งนี้ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็น รปภ.ของสถานที่แห่งอื่น ก่อนจะมาเช่าห้องพักแห่งนี้ ก่อนจะขาดการติดต่อกับนิติบุคคลไป ทางอาคารจึงได้แปรเปลี่ยนเป็นห้องว่าง และทำการตัดน้ำตัดไฟ โดยตนเคยเจอผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 4 เดือนที่แล้ว ตอนที่มาต่อน้ำต่อไฟให้ เมื่อผู้เสียชีวิตเข้ามาพักครั้งแรก โดยปกติผู้ตายกลับจากทำงานจะนั่งดูโทรทัศน์และดื่มสุราทุกวัน และไม่ค่อยพูดคุยกับใคร พอตอนเช้าก็จะออกไปทำงานเป็นประจำ

พ.ต.ท.สุเมธ จงเนติวิศิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียดพร้อมสอบปากคำพยานบุคคล และให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเด่น

หนุ่มรับเหมาจุดเตารมควันดับคารถ จดหมายลาตายสุดเศร้า “กราบเท้าพ่อแม่ที่รัก…”

เมื่อเวลา 17.00 น. (2 ต.ค. 62)  พ.ต.ท.มงคล ศิริเวช สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแสนสุข ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตภายในรถกระบะที่จอดอยู่ในซอยมาบมะยม หน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.ชลบุรี และกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนชลบุรี จอดอยู่สภาพดับเครื่อง

พอเปิดประตูรถออกพบร่างนายสมชาย อายุ 41 ปี สภาพเสียชีวิตมาประมาณ 2-3 วัน ใส่กางเกงยีนส์ สวมเสื้อยืดทีมฟุตบอลชลบุรีเอฟซี นอนเอนเบาะตรงที่นั่งคนขับ และที่วางเท้าข้างซ้ายพบเตาอั้งโล่ มีถ่านเหลืออยู่เล็กน้อยและมีรอยถูกจุดไฟแต่ดับแล้ว ไม่พบร่อยรอยการถูกทำร้าย

พบจดหมายลาตายเขียนด้วยปากกาสีดำมีข้อความว่า “กราบเท้าพ่อและแม่ที่รักและเคารพ ชีวิตนี้ลูกคงมาได้แค่นี้ขอโทษที่ตัดสินใจแบบนี้ แต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องทุกข์ใจเพราะลูกคนนี้  ชาตินี้คงไม่มีบุญได้ทดแทนบุญคุณพ่อและแม่ ขออโหสิกรรมจากพ่อและแม่และทุกๆ คนที่เข้ามาในชีวิต เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เกิดมาเป็นลูกพ่อและแม่ครับ อย่าได้โทษใครที่ลูกตัดสินใจแบบนี้ ขอโทษนะครับ รักและคิดถึงเสมอ ..รักษาสุขภาพด้วยนะ ”

สอบถามนายเยื้อน ทองมี อายุ 54 ปี บิดาผู้ตายเผยว่า ตนพักอยู่อำเภอพานทองมีคนโทรไปบอกว่าลูกชายเสียชีวิตจึงมาดู เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเขาฆ่าตัวตายเพื่ออะไร ดูในจดหมายลาตายก็ไม่ได้บอกอะไร

ส่วนนายอนันดา อายุ 19 ปี น้องชายผู้ตายซึ่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า พี่ชายมาหาวันอาทิตย์มานอนด้วย 1 คืน เอาเสื้อผ้าและพระเครื่องมาด้วย และไม่ค่อยพูดเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ตนยังถามว่าจะอยู่หลายวันเหรอ พี่ชายบอกว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ตนก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าจะมาคิดสั้นแบบนี้ แล้วก็แยกกันวันจันทร์ตอนเที่ยงวัน และพี่ชายไลน์มาบอกเวลาประมาณ 3 ทุ่มของวันจันทร์ ว่าเอาของกินแขวนไว้ที่หน้าบ้านแล้วนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าพี่ชายเครียดเรื่องอะไร

เรื่องเด่น

หนุ่มพนักงานขายช็อก เจอพระคล้ายเจ้าอาวาสวัดพุ่งเข้ากอด บอก “ก็มันอดใจไม่ไหว”

เปิดใจ พนักงานขายเหยื่อเจอชายนุ่งผ้าเหลืองพุ่งเข้ากอด เจ้าคณะตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ชี้หน้าคล้ายเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในร้านแห่งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์พนักงานขายถูกชายแต่งกายคล้ายพระลวนลาม ด้วยการพุ่งตัวเข้ามากอด พร้อมระบุว่า ชายในชุดผ้าเหลืองดังกล่าวอยู่ในเพชรบูรณ์ ซึ่งมีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย บางรายก็ว่าเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน

ล่าสุด (26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้โพสต์และเดินทางไปตรวจสอบ พบเป็นร้านค้าจำหน่ายข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน ตั้งอยู่ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ โดย นายเอ (นามสุมมติ) อายุ 23 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกจ้างขายของร้านแห่งนี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนอยู่หน้าร้านได้มีรถยนต์กระบะมาจอดหน้าร้าน และได้มีพระเดินลงมา จากนั้นได้เดินเข้าไปในร้านเพื่อที่จะหาซื้อกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล

ตนจึงเดินพาไปดูสินค้า และระหว่างที่พระรูปดังกล่าวยื่นไม้เกาหลังให้ตน เพื่อนำไปคิดเงิน จู่ๆ พระรูปดังกล่าว ก็เข้ามาซบและโอบกอด รวมทั้งใช้มือขวาลูบบริเวณเป้ากางเกงของตน ทำให้ตนรู้สึกช็อก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องหน้าพระรูปดังกล่าว จากนั้นได้ผลักพระออกไปและพาไปจ่ายค่าสินค้าที่บริเวณเคาน์เตอร์คิดเงิน

จากการสอบถามพนักงานที่เคาน์เตอร์เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดด้วย ได้เล่าว่า ขณะที่พระรูปดังกล่าวเดินมาจ่ายค่าสินค้าตนยังได้พูดว่า “เห็นนะว่าทำอะไร” โดยพระรูปดังกล่าวก็พูดแก้เก้อว่า “ก็มันอดใจไม่ไหว” จากนั้นได้เดินออกจากร้านไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตนรู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากตนโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงโซเชียล ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูและแชร์คลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระว่าไม่เหมาะสม พร้อมกับตั้งฉายาให้ชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระว่า “หลวงเจ๊”

ด้าน เจ้าคณะตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าพระสงฆ์ที่ปรากฏในคลิป มีลักษณะคล้ายเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในตำบลน้ำร้อน ซึ่งในขณะนี้คณะสงฆ์ตำบลน้ำร้อน เตรียมตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบ และสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปยังอำเภอและจังหวัดเพื่อพิจารณาต่อไป

เรื่องเด่น

โชเฟอร์แอปดังข่มขืนสาว 17 แชทอ้อนวอนเหยื่อ “อย่าพังอนาคตผมและลูกผมเลย”

จากกรณีที่ น.ส.บี (นามสมมติ) เด็กนักเรียนชั้น ม.5 อายุ 17 ปี ได้ไปสังสรรค์งานวันเกิดกับเพื่อนและมึนเมาสุรา ก่อนจะกดแอปพลิเคชั่นใช้บริการรถรับส่งผ่านแอป เพื่อพาไปส่งที่หอพัก แต่ปรากฏว่าคนขับรถได้พาเข้าซอยเปลี่ยว จอดรถบริเวณหลังโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป และก่อนเหตุข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ ก่อนจะพาไปส่งที่พัก เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น 

ล่าสุด อีจัน ได้เปิดเผยแชทข้อความของหนุ่มแกร็บผู้ก่อเหตุ โดยผู้เสียหายได้ค้น หาชื่อคนขับแกร็บในเฟซบุ๊ก ตามชื่อที่ปรากฏในแอปพลิเคชั่นจนเจอ และติดต่อไป ซึ่งคนขับก็ได้ตอบข้อความแชท พร้อมยอมรับ ทำจริง เพราะตนเองก็เมา

นอกจากนี้แล้ว แม่ของคนขับได้ติดต่อมาหาเธอ และบอกให้เธอให้ข้อมูลตำรวจว่า “เธอสมยอม” แต่เธอไม่ได้ยอม ยอมรับว่าเมามากจนไม่สามารถปกป้องตนเองได้ แต่คนขับก็ไม่มีสิทธิ์มากระทำกับเธอแบบนี้ “หากวันนั้น คนขับหักห้ามใจ และไม่ก่อเหตุแบบนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด” อย่างไรก็ตาม ทางคนขับได้แจ้งไว้ว่า จะเข้ามอบตัวในวันที่ 23 ก.ย.62 นี้ ที่ สภ.เมืองอุดรธานี

>> สาวมัธยมฯ สะอื้น กดแอปเรียกรถไปส่งหอ คนขับลากข่มขืนเบาะหลัง

>> “แกร็บ” ลั่นฉีกสัญญาโชเฟอร์หื่น เหตุลวงข่มขืนผู้โดยสารเด็กสาว ม.5

>> เปิดนาทีสาว ม.5 ขึ้นรถที่เรียกผ่านแอป ก่อนพาไปข่มขืน โชเฟอร์หนุ่มนัดเตรียมมอบตัว

เรื่องเด่น

ต้นไม้ใหญ่ 100 ปี โค่นทับกระบะกลางถนน กู้ภัยช่วยเป็นชั่วโมง-ดับคาซาก

สามีภรรยาขับรถกระบะมาตามทาง ต้นไม้ใหญ่อายุ 100 ปี โค่นลงมาทับกลางทางแบบไม่ทันตั้งตัว ชาวบ้านแปลกใจเกิดเหตุทั้งที่ไม่มีพายุหรือฝนตกในพื้นที่

(19 ก.ย.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา เกิดเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับรถกระบะ สีดำ ระหว่างขับอยู่บนถนน ใกล้กับโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ได้โค่นทับลงอย่างกะทันหัน ทำให้ นายอุดม อายุ 61 ปี และ นางทองศร อายุ 56 ปี ภรรยาชาวอำเภอแม่แตงได้รับบาดเจ็บสาหัส และหมดสติติดคาอยู่ในตัวรถ

หลังเกิดเหตุชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง พยายามช่วยเหลือออกมาแต่ไม่สำเร็จ จึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้ามาช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าช่วยเหลือตัดซากรถเพื่อนำตัวออกมา ขณะเดียวกันทีมกู้ชีพจากโรงพยาบาลแม่แตง ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลา เนื่องจากทั้งคู่มีภาวะเสียเลือดมาก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงจึงช่วยเหลือ นางทองศร ออกมาได้สำเร็จ ก่อนจะรีบนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่นายทองศร ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตภายในคาซากรถ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุสามีภรรยาได้ขับรถมาตามถนน เมื่อผ่านตรงจุดเกิดเหตุ อยู่ๆ ต้นไม้ขนาดใหญ่อายุเกือบ 100 ปี ก็ได้ล้มโค่นลงมาทับใส่รถทันที โดยที่ช่วงเกิดเหตุไม่มีฝนตกหรือลมพายุใดๆ

สำหรับสาเหตุคาดว่ามาจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกสะสมในพื้นที่มานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ดินอุ้มน้ำและกัดเซาะราก จนไม่สามารถยึดเกาะกับดินได้ ทำให้ต้นไม้โค่นล้มทับรถดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกลมแรง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันอีก

เรื่องเด่น

นาทีชีวิต กู้ภัยปั้มหัวใจช่วยหนุ่มขี่ จยย.ชนท้ายรถสองแถว ก่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหว

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2562 เจ้า​หน้าที่​ต​ำ​ร​วจ ​สภ.กระทุ่มแบน​ จ.สมุทรสาคร​พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรุดไปตรวจสอบเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถสองแถวโดยสารมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส1รายบนถนนเศรษฐกิจ 1 ฝั่งขาเข้ากระทุ่มแบน ใกล้โรงงานผลิต เทปขุ่น สก๊อตเทป

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Kawasaki สีดำ หมายเลขทะเบียน ​5กถ4371 กรุงเทพ​ ล้มอยู่กลางถนนใกล้กันพบผู้ได้รับ​บาดเจ็บ​เป็นชายสภาพนอนคว่ำหน้า หายใจรวยริน

เจ้าหน้าที่​กู้ชีพเร่งช่วยกันปฐม​พยาบาลทำการปั้มหัวใจแต่สุดท้ายช่วยไม่ได้ผู้ได้รับ​บาดเจ็บ​เสียชีวิต​ ทราบชื่อ​ต่อมา​คือ​นาย​ ทศพร​ วัฒนศรี​ อายุ​ 32 ปี​ สภาพศพมีแผลฉีกขาดที่หน้าผากและศีรษะ​แตกมีเลือดไหลจำนวนมาก

ส่วนรถคู่กรณี​เป็นรถสองแถวโดยสารสีฟ้าหมายเลขทะเบียน​ 10-2206 สมุทรสาคร​ มีนายกำพล​ สุกิจพัฒคุณ​ อายุ​ 44ปี​ เป็นคนขับแต่ขณะเกิดเหตุลงไปกินข้าวจึงจอดทิ้งไว้ข้างทาง

สอบถามนายกำพล​ คนขับรถสองแถว​โดยสาร​เล่าให้ฟังว่า​ ตนขับรถมาจอดตรงจุดเกิดเหตุตั้งแต่ประมาณ​ตอนสี่ทุ่มเพื่อลงไปหาข้าวกินซึ่งร้านห่างออกไปไม่มากนัก​และมาเจอเพื่อนนั่งกินข้าวอยู่เลยนั่งคุยกันยา​ว​ มาทราบเรื่องก็ตอนที่ได้ยินเสียงไซเรน​มูลนิธิ​และมองออกมาเห็นคนมุงดูใกล้กับรถของตนจึงเดินมาดูและทราบเรื่องดังกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและจะได้ประสานดูภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นเพื่อหาสาเหตุ​ของการเฉี่ยว​ชน​กันในครั้งนี้ส่วนศพผู้เสียชีวิต​มอบให้เจ้าหน้าที่​มูลนิธิ​ร่วม​กตัญญู​นำส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบน​เพื่อ​ชันสูตร​หา​สาเหตุ​ของ​การ​เสียชีวิต​ที่​แท้จริง​ต่อไป

เรื่องเด่น

ฮือฮาทั้งหมู่บ้าน “เต่าสีทอง” มาให้โชค แห่ส่องท้อง-ได้เลขสมใจนึก

ชาวบ้านแห่ตามมาดู “เต่าสีทอง” หลังติดลอบจับปลาของชาวบ้าน พบมีลักษณะพิเศษกว่าตัวอื่นๆ เนื้อตัวสีเหลืองทอง แห่ส่องมองเห็นเลขดั่งใจฝัน

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 193 ในตำบลไร่เก่า อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านต่างพากันไปมุงดู “เต่าสีทอง” ในกะละมัง เพื่อขอโชคลาภกับเต่าสีทองตามความเชื่อส่วนบุคคลอย่างเนื่องแน่น หลังเจ้าของบ้านบังเอิญพบเต่าตัวนี้เข้า

นายสุวัฒน์ อายุ 30 ปี เจ้าของบ้านได้เปิดเผยว่า ตนมักจะออกไปหาปลาที่บึงหลังโรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า อยู่เป็นประจำ โดยในช่วงเช้าจะนำลอบไปวางที่ทุ่งสามร้อยยอด พอตกเย็นหลังเลิกงานก็จะไปกู้ลอบที่ดักไว้ ปกติมักจะเจอเต่านาเข้ามาติดลอบอยู่เป็นประจำ ตนก็จะปล่อยไปทุกครั้ง

แต่สำหรับครั้งล่าสุดได้บังเอิญเจอเต่านาที่มีลักษณะแตกต่างไปจากตัวอื่นๆ เพราะมีกระดองสีเหลือ และตัวเป็นสีทอง จึงได้นำกลับมาบ้านและตั้งใจจะเลี้ยงไว้ เพราะคิดว่าเป็นเต่ามงคลให้โชคลาภ กระทั่งข่าวการค้นพบเต่าสีทองแพร่กระจายออกไป ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ทยอยกันมาขอดูเต่าตัวนี้

บางคนได้นำแป้งมาลูบที่กระดองเต่าและท้องเต่า เพื่อหวังจะขอโชคลาภ โดยเต่าสีทองตัวนี้มีน้ำหนักประมาณ 1 ขีด สีทอง อายุประมาณปีกว่า มีลักษณะสวยงามมาก ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเต่าทองให้โชคลาภ ขณะที่บางคนอ้างว่ามองเห็นตัวเลขขึ้นให้เห็นบนหลังและท้องเต่า อาทิ เลข 3, 7 หรือ 2 หรือบางเสียงก็ตีเลขเต่าเป็นเลข 4 เมื่อนำมารวมกันก็จะได้เลข 453 ตามความเชื่อส่วนบุคคล

เรื่องเด่น

แม่ใจสลาย รู้ข่าวลูกชาย “ผีน้อยเกาหลี” เสียชีวิต ทั้งที่ขอทำงานปีสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

แม่แรงงานไทยใจสลาย หลังทราบลูกเสียชีวิตที่เกาหลีใต้ เผยก่อนตายลูกบอกปีนี้ขอทำงานเป็นปีสุดท้าย ก่อนเก็บเงินเก็บทองกลับมาอยู่บ้าน

ความคืบหน้ากรณีแรงงานชาวไทยเหยื่อแก๊สรั่วไหลที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลในเมืองยองด็อก จังหวัดคย็องบก ทางตะวันออกของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่ง 2 ใน 4 ผู้เสียชีวิต เป็นแรงงานต่างชาติชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย เพราะวีซ่าทำงานหมดอายุ

>> สื่อเกาหลีตีข่าว “ผีน้อย” ตายสังเวยบ่อแก๊สพิษ ลักลอบไปทำงาน 8 ปีไม่เคยกลับไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 ก.ย.) จากการลงพื้นที่ไปที่บ้านหมู่ 14 ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของ 1 ในแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว คือ นายนิคม ได้พบกับนางสะหวอง แม่ของนายนิคม

นางสะหวอง เปิดเผยว่า เดิมทีนายนิคมทำงานอยู่ที่โรงงาน กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ในจังหวัดสมุทรปราการ แต่ค่าแรงที่ได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน จึงตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศตามคำชักชวนของเพื่อนๆ โดยไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ประมาณ 7 ปีกว่า เกือบ 8 ปีแล้ว จนมาเสียชีวิตจากเหตุในครั้งนี้

ส่วนการเดินทางเข้าไปทำงานแบบผิดหรือถูกกฎหมายนั้น ตนเองก็ไม่ทราบเรื่อง เนื่องจากเห็นว่าทำงานหลายปีแล้วคงไม่ได้กระทำผิดอะไร และนายนิคมจะส่งเงินกลับมาให้ใช้ทุกเดือน เดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท ซึ่งเงินในส่วนนี้จะใช้ดูแลลูกของนายนิคมด้วย ปัจจุบันลูกของนายนิคมที่ตนดูแลอยู่ก็อายุ 13 ปีแล้ว

เบื้องต้น ตนได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับภรรยาของนายนิคมซึ่งเดินทางไปทำงานด้วยกันที่ประเทศเกาหลีใต้ จึงทราบว่าจะทำการฌาปนกิจศพที่ประเทศเกาหลีใต้ แล้วจะนำเถ้ากระดูกกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศไทยอีกที

แต่ที่น่าเสียใจคือก่อนเกิดเหตุไม่นาน ตนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับลูกชาย ซึ่งลูกชายบอกว่า ขอเวลาทำงานเก็บเงินเก็บทองเป็นปีสุดท้ายเพื่อไปไว้ตั้งตัว ก่อนที่จะกลับมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ลูกชายก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน

เรื่องเด่น

ชาวบ้านร่ำลืออาเพศ ไฟไหม้วอดต้นสลากกลางวัด เงินแสนหายแค่เสี้ยวนาที

นาทีไฟไหม้ต้นสลากย้อมมัดเงินสด กลางวัดพระธาตุหริภูญชัย วอดวายเงินสดนับแสนบาทไปเพียงพริบตาเดียว ชาวบ้านหวาดกลัวเป็นสัญญาณของลางร้าย

(10 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน ใกล้โรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ต้นสลากย้อมขึ้น ท่ามกลางความตกใจของศรัทธาสาธุชนที่มาร่วมงานสลากย้อม ซึ่งมีขึ้นเป็นวันแรก สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อเร้นลับ

อีกทั้งยังมองว่าเป็นลางร้าย เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวออกมาว่ายอดพระธาตุเสียหาย เนื่องจากมีโดรนบินชน ทำให้ต้องมีการบูรณะโดยเร่งด่วน และหลังจากนั้นก็มีเหตุไฟไหม้ต้นสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งการจัดงานประเพณีสลากย้อมมีการจัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้จะมีขึ้นวันที่ 10-13 กันยายน 2562 โดยวันนี้เป็นวันแรกของพิธี และจะมีการแห่ถวายทานหรือต้นสลากย้อมในวันที่ 13 กันยายนนี้

จากการสอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ทางคณะศรัทธาวัดน้ำโค้ง ต.หนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน ได้ขึ้นไปตกแต่งต้นสลากย้อมโดยนำเอายอดเงินส่วนใหญ่เป็นธนบัตร รวมทั้งอาหารแห้ง เครื่องใช้ต่างๆ โดยใช้เชือกฟางมัดติดกับต้นสลากย้อม และใช้ไฟแช็กเผาส่วนที่เหลือหรือยาวออกมาเพื่อให้ขาดออกจากกัน

แต่ปรากฏว่าต้นสลากย้อมเป็นวัตถุที่มีกระดาษเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งยอดที่เป็นเงินธนบัตร จึงเป็นวัตถุไวไฟ กลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็วจึง ทำให้ต้นสลากเสียหายทั้งต้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปในทางที่ไม่ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพียงความเชื่อ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุจากความประมาทในการจัดเตรียมงาน ขณะนี้ทางคณะศรัทธาวัดน้ำโค้งกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะสร้างต้นสลากย้อมขึ้นมาใหม่หรือไม่ต่อไป

เรื่องเด่น

โจรซ้อน 3 ประชิดต่อยปล้นโทรศัพท์สาว ซิ่งพลาดท่ารถล้มยังหนีต่อ

ตำรวจทองหล่อรวบ 3 โจรขี่จักรยานยนต์ซ้อนสามกลางดึก ประชิดต่อยทำร้าย ปล้นโทรศัพท์มือถือหญิงสาว พลาดท่ารถล้มระหว่างทาง ยังกัดฟันหนีไปต่อ

(9 ก.ย.) พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.ทองหล่อ ได้แถลงข่าวจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุปล้นชิงโทรศัพท์มือถือจากเหยื่อผู้หญิงคนหนึ่ง ประกอบด้วย นายนันทวัฒน์ อายุ 23 ปี, นายอนุวัต อายุ 21 ปี และนายวัชรเกียรติ อายุ 19 ปี พร้อมกับของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีแดง และมีดปลอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุบันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมด โดยพบว่าคนร้ายได้ใช้กำลังทำร้ายผู้หญิงเพื่อปล้นชิงโทรศัพท์มือถือไป ก่อนจะรีบวิ่งกลับขึ้นรถจักรยานยนต์ และเร่งเครื่องหลบหนีไป แต่ขี่รถออกได้ไมถึง 10 เมตร ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ของคนร้ายเกิดเสียหลัก ทำให้รถล้มลงกับพื้น ทั้งหมดจึงต้องช่วยกันพยุงรถขึ้นและรีบทรงตัวขี่รถหนีไปทางถนนพระราม 4 ใกล้โรงงานผลิตเทปใส เทปกาว โดยทำมีดปลอกผลไม้ตกเอาไว้ในที่เกิดเหตุ

หลังจากได้รับแจ้งความร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ กระทั่งทราบว่าทั้งหมดพักอาศัยอยู่ย่านห้วยขวาง จึงได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ หลังก่อเหตุได้นำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งไปขายผ่านเฟซบุ๊ก ได้เงินมา 10,000 บาท และได้แบ่งกัน ส่วนโทรศัพท์อีกครั้งเก็บเอาไว้ใช้เอง โดยอ้างว่าเพราะมีปัญหาเรื่องการเงินและเพิ่งก่อเหตุเป็นครั้งแรก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อหลบหนี ก่อนนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

พบแล้ว! ชิ้นส่วนชายนั่งวีลแชร์ท่อนบน รถบรรทุกชนเละลากศพข้ามอำเภอ

ความคืบหน้ากรณีพบชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ท่อนล่างร่วงตกอยู่กลางถนน จ.นครนายก ที่แท้เป็นชายนั่งวีลแชร์โดนรถบรรทุกชนร่างเละแล้วถูกรถอีกคันลากไปไกลข้ามอำเภอ

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากพลี จ.นครนายก ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์เพศชาย เป็นอวัยวะช่วงล่าง ตั้งแต่ท่อนเอวลงไป สภาพแหลกเละ ร่วงหล่นอยู่บนถนนตรงสะพานข้ามคลอง บริเวณร้านขาย ฟิล์มยืด เเละ ฟิล์มยืดพันพาเลท หน้าวัดฝั่งคลอง ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสายสุวรรณศร-นครนายก ฝั่งมุ่งไปยัง จ.ปราจีนบุรี ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 7-8 

* สะพรึงแต่เช้า ชิ้นส่วนมนุษย์ปริศนา ร่วงตกอยู่กลางถนนสุดสยดสยอง

ล่าสุด (10 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ลงพื้นที่ไปที่ สภ.บ้านนา จังหวัดนครนายก เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น่าจะเป็นเคสเดียวกันกับเมื่อคืนช่วงเวลา 03.00 น.

เพราะในที่เกิดเหตุพบแต่ชิ้นส่วนท่อนบนของผู้เสียชีวิต หลังถูกรถบรรทุกชนแล้วเหยียบซ้ำจนร่างแหลกเละ แต่หาชิ้นส่วนท่อนล่างไม่เจอ จนช่วงเช้าได้มีชาวบ้านในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ได้โทรศัพท์แจ้งไปยัง สภ.ปากพลี ว่าพบชิ้นมนุษย์ตกอยู่บนถนน

ผู้สื่อข่าวได้พบกับคนขับรถบรรทุกต่อมาทราบชื่อ นายสมยศ อายุ 35 ปี เปิดเผยว่า ตนเองขับรถบรรทุกมาจากทางคอยกำลังจะไปฉะเชิงเทรา พอมาถึงที่เกิดเหตุมืดมาก มองเห็นอีกทีรู้ว่าชนคนเข้าที่ด้านล้อซ้ายหน้าแล้วเหยียบซ้ำบดร่างไป

โดยไม่รู้ว่าชิ้นส่วนอีกท่อนได้มีรถที่ตามหลังมาได้ลากชิ้นส่วนท่อนล่างติดรถไปไกลข้าม ไปอีกอำเภอหนึ่งกว่า 40 กิโลเมตร หลังจากนั้นตนเองจึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เข้าตรวจสอบ

ต่อมาภรรยาของผู้เสียชีวิตและญาติได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านนา โดยระบุว่า ผู้เสียชีวิตชื่อ นายสัมพันธ์ อายุ 57 ปี เป็นคนป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง และได้พามารักษาตัวกับหมอแผนโบราณที่อำเภอบ้านนา ประมาณ 3 เดือนแล้ว ซึ่งใกล้จากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร เวลาจะไปไหนจะใช้รถวีลแชร์ตลอดเวลา ส่วนสาเหตุที่ออกมาตอนดึกนั้นไม่มีใครทราบ

ทั้งนี้ คนขับรถบรรทุกพอเจอกับภรรยาของผู้เสียชีวิตก็ได้ยกมือไหว้ขอโทษ และกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาใดๆ เพราะคนชนไม่ได้หลบหนีคงต้องรอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง