คลังเก็บผู้เขียน: admin

ทิ้งทวนก่อนย้าย! ปลัดสุดช็อก โดน ปาหินใส่รถ กระจกแตก เผยปมขัดแย้ง-ยอมถอยให้แล้ว

ปาหินใส่รถ วันที่ 12 ก.พ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสตูล นำกำลังเข้าตรวจสอบที่จุดจอดรถด้านข้าง สำนักงานหน้าเทศบาลตำบลเจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล หลังได้รับแจ้งเหตุจาก นายกรกช ยีอาร์ ปลัดเทศบาลตำบลเจ๊ะบิลัง ว่ารถเก๋งนิสสัน ซันนี่ สีดำ ทะเบียน กง-1886 สตูล ของตัวเอง ถูกปาก้อนหินใส่จนกระจกหน้ารถฝั่งคนขับแตกละเอียด โดยมีก้อนหินตกอยู่ข้างรถ

จากนั้นชุดสืบสวน สภ.เมืองสตูล ได้กระจายกำลังลงพื้นที่และสอบถามหาบุคคลว่ามีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้บ้าง พร้อมตรวจสอบรอบบริเวณเพื่อหาหลักฐาน เนื่องจากเป็นช่วงเที่ยงวันระหว่างที่พนักงานเทศบาลและเจ้าหน้าที่ออกไปหาอาหารกลางวันรับประทานกันรวมทั้งปลัดด้วยแล้วจอดรถไว้หน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์

นายกรกช เปิดเผยว่า ตนไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับใครตลอดเวลาที่ทำงานเป็นปลัดที่เทศบาลตำบลเจ๊ะบิลังนี้มานานร่วม 6 ปี และไม่อยากจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ตนมีปัญหาการทำงานกับฝ่ายบริหารถึงขั้นแจ้งความ สภ.เมืองสตูล ไว้เป็นหลักฐาน เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่จะมาเก็บข้าวของเพื่อไปช่วยราชการที่ ทต.คลองขุด โดยวันนี้ตอนเที่ยงออกไปกินข้าวและกลับมาขึ้นรถเพื่อขับรถออกไปหลังเก็บข้าวของเพื่อไปทำงานที่ทำงานใหม่ พอขึ้นรถก็ถูกมือมืดปาหินใส่รถยนต์ส่วนตัวแล้ว

สำหรับปมปัญหาที่ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเคยมีถึงขั้นให้ตนย้ายออกไปจาก ทต.เจ๊ะบิลัง หากทำตามนโยบายไม่ได้ หรืองานร่วมกันไม่ได้ให้ย้ายไป ตนเลยไปคุยกับท้องถิ่นจังหวัดถึงปมขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายปลัดฝ่ายผู้บริหาร ฝ่ายสภา ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ทางท้องถิ่นจังหวัดจึงเสนอว่าปลัดสะดวกไหมที่จะไปช่วยราชการที่อื่น ซึ่งตนก็บอกว่ายินดีเพื่อลดความรุนแรง

ทำให้วันนี้เข้ามาเก็บของจึงเกิดเหตุการณ์ปาหินใส่รถของตนขึ้น ส่วนประเด็นอื่นเคยแจ้งความไว้แล้วก่อนหน้านี้ของพนักงานภายในเทศบาล ลักษณะให้ทำงาน แต่ด้วยวัฒนธรรมของที่นี่ส่วนใหญ่จะตักเตือนไม่ได้ บอกไม่ได้ ถึงขั้นด่าพ่อแม่ ขู่ทำร้าย จึงแจ้งความเป็นหลักฐานไว้แล้ว และขอรับประกันเรื่องส่วนตัวไม่มีมีแต่เรื่องของงานเท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้น ปลัดเทศบาลตำบลเจ๊ะบิลัง มองว่า ยังมีฝ่ายส่วนที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎระเบียบราชการ ที่ทำไม่ได้ ซึ่งข้อจำกัดของราชการต้องใช้ระเบียบเป็นหลัก จึงได้ย้ายออกและไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องในวันย้ายออก จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไม่รู้จะเกิดเรื่องต่อชีวิตอีกเมื่อไหร่ จึงขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตามตัวคนร้ายด้วย

ด้าน นายอับดุลวาริส บิลังโหลด อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลเจ๊ะบิลัง กล่าวว่า ทปลัดเป็นคนอัธยาศัยดีเข้ากับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และก็คิดว่าปลัดไม่มีปัญหากับใคร ซึ่งตนพอได้ทราบข่าวก็รู้สึกตกใจและรู้สึกเสียดายที่รู้ว่าปลัดจะย้ายออกจากพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่ามีบุคคลที่ไม่พอใจการทำงานที่ยึดมั่นของปลัดที่ทำตามกฏระเบียบไม่ลงรอยกั้น ก็คงต้องรอผลการสืบสวนของตำรวจอีกครั้งว่าผู้ใดเป็นคนก่อเหตุครั้งนี้

ทางด้าน นายดุลยา รอเหมมัน ผู้นำศาสนามัสยิดเจ๊ะบิลัง บอกว่า ปลัดเข้ากับชาวบ้านได้ดี โดยส่วนตัวเสียดาย และรู้สึกตกใจเช่นกันที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น อยากจะให้กำลังใจปลัดและเสียความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก

ชายโฉด! ขืนใจดญ.13 ป่วยโรคหัวใจ เคยขยี้กามสาวพิการท้อง ลูกแฉไม่รับเป็นพ่อ

จากกรณีเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เพจปราณบุรี” ได้โพสต์ภาพผู้ก่อเหตุพร้อมข้อความ ระบุว่า เมื่อเวลาเที่ยงคืนกว่า ๆ ของวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ชายในรูปบุกรุกเข้าไปในบ้าน ด.ญ.อายุ 13 หมายจะข่มขืน ซึ่งน้องเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย ญาติ ๆ ได้ยินจึงช่วยกันจับตัวไว้ได้ กราบข้อโทษน้องแต่อาศัยทีเผลอวิ่งหนีไปได้ ญาติเลยเข้าแจ้งความเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา และพาน้องไปตรวจร่างกาย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งติดกับร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ในพื้นที่ ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบ น.ส.ก้อย (นามสมมติ) น้าของเด็กหญิงวัย 13 ปี เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น.ของวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ก่อเหตุเข้ามานั่งเล่นกับพี่ชายของตนที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ โดยผู้ก่อเหตุได้ปีนเข้ามาทางหน้าด้านหลังบ้าน ปกติแล้วผู้ก่อเหตุมักจะมาคุยเล่นกับพี่ชายและปีนเข้าออกทางหน้าต่างห้องนอนของพี่ชายเป็นประจำ

น.ส.ก้อย กล่าวต่อว่า แต่เมื่อผู้ก่อเหตุจะเดินทางกลับบ้าน พี่ชายรู้สึกเอะใจจึงถามว่า “มาทางหน้าต่าง ทำไมไม่ออกทางหน้าต่าง” ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่า อยากจะออทางประตูหน้าบ้าน หลังจากนั้น ผู้ก่อเหตุเดินออกจาห้องนอนของพี่ชาย แต่พี่ไม่ได้ยินเสียงลูกบิดประตูหน้าบ้าน จึงพยายามขึ้นรถเข็นเพื่อจะไปเปิดประตูห้องนอนมาดูหลานสาว อายุ 13 ปี ซึ่งปกติแล้วจะนอนอยู่ที่ห้องโถงกลางบ้านคนเดียว

“จากนั้นเรียกหลานให้ไปกรอกน้ำที่หน้าบ้าน หลานก็ลุกขึ้นมาในสภาพกางเกงหลุดลุ่ย ก่อนจะเดินไปประตูหน้าบ้าน พี่จึงได้ยินเสียงว่าประตูเพิ่งจะปลดล็อกออก เลยบอกให้หลานสาวเข็นตัวเองออกมาที่ห้องโถง และพี่ได้เอื้อมมือไปเปิดไฟทันที พบผู้ก่อเหตุกำลังมุดอยู่ใต้เก้าอี้โยก และเอาผ้าห่มมาคลุมตัว จึงตะโกนเรียกป้ากับลุงให้ออกมาจากห้องนอน ผู้ก่อเหตุลุกขึ้นมาสภาพใส่กางเกงขาสั้นกีฬาตัวเดียว มีกางเกงยีนส์พาดอยู่ที่แขน อ้างว่าทะเลาะกับน้องสาว จะขอนอนด้วย ทุกคนทราบว่าผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงเวลาหลังเดินออกจากห้องของพี่ชายไม่ถึง 10 นาที ก่อเหตุกระทำชำเราหลานสาว ก่อนจะอาศัยทีเผลอหลบหนีไป” น.ส.ก้อย กล่าว

ด้าน นายสมชาย (นามสมมติ) พ่อของผู้เสียหาย กล่าวว่า ยังไม่พบเบาะแสผู้ก่อเหตุ แต่เมื่อวานนี้ผู้ก่อเหตุโทรศัพท์มาหาน้องสาวของเขา บอกว่ากำลังจะหาทางออกอยู่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะหาทางออกด้วยการมอบตัว หรือคิดสั้น ทั้งนี้ ผู้ก่อเหตุประกอบอาชีพรับจ้างขับรถตู้ ไม่ค่อยสุงสิงกัน แต่จากที่รู้จักกัน ผู้ก่อเหตุก็ดูเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะมาก่อเหตุกับลูกสาว เพราะก็มาคุยเล่นกับลูกสาวตลอด ไม่ได้มีท่าทีจะลวนลาม

ส่วน นายป้อม (นามสมมติ) ลูกชายของผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า ตนไม่ยอมรับว่าเป็นลูกชายที่เกิดจากผู้ก่อเหตุ เพราะเขาไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดู และทิ้งตนตั้งแต่แรกเกิด แต่ที่รับรู้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นพ่อของตน เพราะชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าคนนี้เป็นพ่อ มาข่มขืนแม่ตนที่พิการ จนมีตนเกิดขึ้นมา และแม่ของตนตายตั้งแต่ตนอายุได้ 12 ปีแล้ว ทั้งนี้ ตนเติบโตมาด้วยตัวเอง ผู้ก่อเหตุจะมาเป็นพ่อของตนได้อย่างไร และหากผู้ก่อเหตุมาขอโทษ ตนยืนยันว่าไม่พร้อมให้อภัย


รวบสาวแสบ ตระเวนลักทรัพย์ในโรงเรียน คุ้ยกระเป๋าฉกเงินครู ตอนเคารพธงชาติ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พ.ต.อ.พิภบ พัชรลภัส ผกก.สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร สั่งการให้ พ.ต.ท.ธนนท์ ล้นเหลือ รอง ผกก.สส.สภ.กระทุ่มแบน พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.กระทุ่มแบน นำตัว น.ส.สุมิตา หรือแนน จันเพชร (เป็นชื่อตามเฟซบุ๊ก) สัญชาติลาว ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ภายในโรงเรียนเทศบาลศรีบุณยานุสสรณ์ และโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว สาว อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีกล้องวงจรปิดจากโรงเรียนทั้งสองแห่ง เป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามจับกุมตัวและดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวก่อเหตุในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ สน.บางบอน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.บางบอน ได้ขออนุมัติศาลอาญาธนบุรี ออกหมายจับที่ จ.19/2563 ลง 13 ม.ค.63 ไว้แล้ว

สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุลักทรัพย์ในโรงเรียนทั้งสองแห่งจริง โดยที่โรงเรียนเทศบาลศรีบุณยานุสสรณ์ อ.กระทุ่มแบน ก่อเหตุเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2563 อาศัยช่วงเวลาที่ครูและนักเรียน กำลังรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติบริเวณด้านล่างของอาคารเรียน โดยผู้ต้องหาได้เดินขึ้นไปยังอาคารเรียนแต่ละห้อง

จากนั้นได้เดินสำรวจห้องเรียนจนกระทั่งมาถึงห้องที่เกิดเหตุ เป็นห้องเรียนอนุบาล 2/4 มี น.ส.สุรีรัตน์ สุคนธ์ อายุ 31 ปี เป็นครูประจำชั้น เมื่อไม่มีใครอยู่ทางผู้ต้องหาก็ได้รื้อค้นกระเป๋าของ น.ส.สุรีรัตน์ และได้ลักทรัพย์เป็นเงินประมาณ 6,000 บาท แล้วหลบหนีไป

ส่วนที่โรงเรียนวัดนางสาว ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน ก่อเหตุวันที่ 27 ม.ค. 2563 ในช่วงเวลาเช้าเช่นกัน ขณะที่ครูและนักเรียนโรงเรียนวัดนางสาว กำลังรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติบริเวณด้านล่างของอาคารเรียน ผู้ต้องหาได้เดินขึ้นไปยังอาคารเรียนแต่ละห้อง จากนั้นได้เดินสำรวจห้องเรียนจนกระทั่งมาถึงห้องที่เกิดเหตุ เป็นห้องประถม 4/2 มี น.ส.ปิยะธิดา อุบล อายุ 25 ปี เป็นครูประจำชั้น เมื่อผู้ต้องหาสบโอกาสจึงเข้าไปรื้อค้นกระเป๋าของ น.ส.ปิยะธิดา และลักทรัพย์เป็นเงินประมาณ 1,700 บาท แล้วหลบหนีไป

โดยภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ในโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.กระทุ่มแบน ได้ออกสืบสวนติดตามเพื่อจับกุมคนร้ายมาโดยตลอด จนทราบว่าผู้ต้องหาเดินทางมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.แคราย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จึงเข้าทำการควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบปากคำและแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาลักทรัพย์ ก่อนจะส่งตัวไปให้ทาง สน.บางบอน ดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี

สลด! พบซาก วาฬบรูด้า ยาว 13 เมตร เกยตื้นที่บางปู ตัวแรกของปี เตรียมส่งชันสูตร

วาฬบรูด้า วันที่ 26 ม.ค. น.ส.ชลาทิพ จันทร์ชมพู ผอ.ศูนวิจัยทรัพย์พยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ฝั่งตะวันออก ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบซากวาฬบรูด้า ลอยมาเกยตื้นอยู่บริเวณป่าชายเลน ท้ายซอยบางสำราญ 1 หมู่ 4 ถนนสุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่จากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าไปตรวจสอบ

บริเวณที่พบซากวาฬนั้นห่างจากฝั่งประมาณ 30 เมตร ตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าวาฬเป็นวาฬเพศเมียเนื่องจากพบเต้านมและช่องของอวัยวะพศ สภาพโตเต็มวัย ความยาวตั้งแต่หัวถึงหางประมาณ 13 เมตร น้ำหนักประมาณ 5 ตัน สภาพเริ่มเริ่มเน่าเปื่อย คาดวาน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 อาทิตย์

ทั้งนี้จาการสอบถาม นายนพดล ฮวดใช้ อายุ 40 ปี อาชีพขายส่ง โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ที่อาศัยอยูบริเวณดัวกล่าว ทราบว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาระหว่างตนนอนอยู่บ้านพัก ได้กลิ่นเหม็นเน่าคลายกับซากปลาโชยมาอย่างรุนแรง แต่ก็ยังไม่ได้ออกไปดู กระทั่งช่วงสายวันนี้ตนได้ออกมาเดินเลาะชายฝั่งป่าชายเลน เพื่อหาต้นต่อของกลิ่นจนมาพบซากวาฬบรูด้าดังกล่าว

ด้าน น.ส.ชลาทิพ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางศูนย์ได้รับแจ้งจากเรือประมงว่า พบซากวาฬบรูด้าลอยอยู่กลางอ่าวไทย ซึ่งห่างจากเกาะสีชังประมาณ 8 กม. แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้นำเรือไปตรวจสอบตามพิกัดก็ไม่พบ กระทั่งวันนี้ชาวบ้านได้มาพบซากวาฬซึ่งน่าจะเป็นตัวเดียวกันถูกคลื่นซัดลอยมาติดอยู่ที่ริมป่าชายเลน จ.สมุทรปราการ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นยังไม่สามารถสรุปได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำเนื้อเยื่อไปตรวจสอบหาพันธุกรรมของวาฬตัวดังกล่าวว่าเป็นฝูงใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำวาฬออกไปผ่าพิสูจน์ได้ โดยในช่วงเช้าวันที่ 27 ม.ค.ซึ่งจะเป็นช่วงน้ำขึ้น เจ้าหน้าที่จะได้นำเรือมาลากซากวาฬตัวดังกล่าวออกจากป่าชายเลน

ก่อนที่จะนำไปขึ้นฝั่งบริเวณโรงเรียนเทศบาล 2 ต.บางปูใหม่ เพื่อพาชันสูตรซากหาสาเหตุการตาย ทั้งนี้จากข้อมูลของศูน์วิจัย ปัจจุบันวาฬที่พบว่าวาฬบรูด้าที่พบหากินในอ่าวไทยที่สามารถระบุตัวและตั้งชื่อได้นั้นมีอยู่ประมาณ 50 ตัว แต่อาจจะมีการสืบพันธ์และได้ลูกขึ้นเพิ่มขึ้นมามากว่าจำนวนที่พบ ส่วนวาฬตัวนี้นับว่าเป็นตัวแรกของปี 2563 ที่พบซาก

หากินกับคนตาย! พ่อ นศ.สาวสอง โดดน้ำดับช้ำ เจอหลอกเงินประกันงานศพลูกชาย

นศ.สาวสอง / กรณี นายชฎาธร จันทร์คง หรือ อลิส อายุ 24 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เสียชีวิตจากเหตุกระโดดคลองสะพานบางยี่โร อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยอาจารย์โพสต์ตามหาลูกศิษย์ ชื่อเล่น อลิส หายออกจากหอพัก เมื่อเวลา 08.56 น. พร้อมรถจักรยานยนต์ ติดต่อไม่ได้ ก่อนที่จะพบจดหมายของผู้ตาย ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง เขียนบรรยายถึงความสิ้นหวัง ผิดหวัง ไม่ได้ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ทั้งยังเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่อยากให้เป็น ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่วัดถ้ำวารีริน (วัดบางเหลียว) หมู่ 2 ต.คีรีวง อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ นายธวัช บุญนวล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และคณะนักศึกษา ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพ นายชฎาธร จันทร์คง หรือ อลิส อายุ 24 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เสียชีวิตจากเหตุกระโดดคลองสะพานบางยี่โรใกล้โรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา

โดยนายถาวร จันทร์คง อายุ 54 ปี พ่อน้องอลิส นำเอกสารหลักฐานขอเงินประกันชีวิตของลูกชายมามอบให้ สร้างความมึนงงแก่นายธวัชความสงสัย เพราะไม่เคยติดต่อขอเอกสารดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกกลุ่มมิจแาชีพหลอก

นายถาวร กล่าวว่า ช่วงเที่ยงวันที่ 20 ม.ค. มีคนโทรศัพท์อ้างว่าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาลูกชาย แจ้งว่าลูกชายทำประกันชีวิตไว้กับมหาวิทยาลัยปีละ 1,500 บาท เมื่อเสียชีวิตจะได้เงินชดเชย 200,000 บาท โดยให้พ่อเตรียมเอกสารไว้จะเดินทางมารับในวันที่ 21 ม.ค. แต่จะต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการก่อน 4,500 บาท ตนจึงโอนเงินไปยังบัญชีของอาจารย์ทันที โดยไม่คิดว่าจะถูกหลอก

“ช่วงเที่ยงวันนี้ได้โทรหาเบอร์ผู้ที่อ้างเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาอีกครั้งแต่โทรไม่ติด ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนเย็นอาจารย์จะมางานศพแล้ว แต่เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาถามว่า เอกสารอะไรจึงรู้ว่าถูกหลอกแล้ว รู้สึกเสียใจและไม่คิดว่าคนร้ายจะกล้ามาหากินกับคนที่กำลังเสียใจ ในการสูญเสียลูกชายคนที่รักไป โดยจะไปแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นายถาวร กล่าว

นายธวัช บุญนวล อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า เมื่อพ่อของอลิสนำเอกสารมาให้ และเล่าให้ฟังขอยืนยันว่าทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ไม่เคยมีนโยบายในการเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองทุกกรณี จึงรู้สึกเสียใจที่มีคนร้ายหากินบนความทุกข์โศกเศร้าของคนอื่น ขอให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะปัจจุบันมีคนร้ายที่หากินโดยออกอุบายต่างๆ ให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินเป็นจำ

ฆ่าเสร็จแจ้งตร. ผัวโหดบีบคอเมียดับ นั่งมองศพไม่สะทกสะท้าน ชาวบ้านเผยเหมือนคนละเมอ

วันที่ 17 ม.ค. พ.ต.ท.ธีวัฒน์ ธรรมสอน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา รับแจ้งเหตุสามีบีบคอภรรยาเสียชีวิต ภายในบ้าน ต.บ้านต๋อม อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลพะเยา

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารตึก 3 ชั้น 2 คูหาใกล้กับโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ.รุ่งโรจน์อะไหล่ โถงชั้นล่างติดกับโต๊ะบัญชี พบนายศักดิ์สิทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี สวมเสื้อคอโปโลสีเทา กางเกงขายาวสีดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้รับแขกแสดงอาการปกติ ส่วนที่พื้นห้องพบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นางศรีคำ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี

นายบุญส่ง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี น้องชายผู้ตาย กล่าวว่า สองสามีภรรยาเคยมีปัญหากันมาก่อนแล้ว พี่สาวของตนได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่กับลูกสาวนานประมาณ 1 สัปดาห์ เพิ่งกลับมาเมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นห่วงลูกชายอีกคนที่อยู่เฝ้าร้านเกรงว่าจะมีปัญหากับพ่อ

นายบุญส่ง กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุดังกล่าว เมื่อเวลา 17.30 น. ตนยังนำปลาแดดเดียวมาให้พี่สาวรับประทานมื้อเย็น แต่ถูกปฏิเสธว่าไม่อยากกิน เดี๋ยวต้มบะหมี่สำเร็จรูปทาน สักพักได้ยินชาวบ้านละแวกใกล้เคียงบอกว่าพี่สาวถูกสามีฆ่าตาย รู้สึกเสียใจมากทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ควรกลับมา เพราะนายศักดิ์สิทธิ์เป็นคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้

ด้านเพื่อนบ้านบอกว่า บางวันก็เห็นเจ้าของร้านแบตเตอรี่ เดินข้ามถนนไปมาเหมือนคนละเมอ ขณะที่ทางญาติ นายศักดิ์สิทธิ์ ก็บอกตำรวจว่า นายศักดิ์สิทธิ์ มีอาการทางจิตด้วย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้กู้ภัยนำศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพะเยา เพื่อหาหลักฐานการตายอย่างแท้จริงต่อไป พร้อมควบคุมตัวนายศักดิ์สิทธิ์ ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองพะเยา ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นคนโทรแจ้งตำรวจและไม่คิดหลบหนี





ชนโลงแตก! รถตู้ขนหีบศพข้ามเกาะกลางชนแท็กซี่ ผงะ!โลงศพกระจายกลางถนน

ชนโลงแตก / เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 13 ม.ค. ศูนย์วิทยุ สภ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถตู้เสียหลักข้ามเกาะกลางถนน ไปชนรถแท็กซี่ที่ขับสวนทางมา มีของหลวงได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนสายบ้านแพ้ว-พระประโทน หลักกม.ที่ 10 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บ้านแพ้ว และอาสามูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เข้าให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ซึ่งจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน นค2195 นครปฐม สภาพด้านหน้าได้รับความเสียหาย กระจกแตก ท้ายรถพบโลงศพและ โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ที่บรรทุกมา ตกหล่นลงมาบนพื้นถนนและยังมีอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานศพ เช่น ดอกไม้จันทน์ ด้ายแดง สาญสิญจน์ ฯลฯ อยู่ในรถด้วย

ส่วนคนขับยังไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทางเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิการกุศลสมุทรสาครให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลบ้านแพ้วไปก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ ยังพบรถแท็กซี่ สีชมพู หมายเลขทะเบียน ทษ542 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าได้รับความเสียหาย ชนเบียดอัดติดอยู่กับรถตู้ที่บรรทุกโลงศพ ทราบชื่อผู้ขับคือนายศักดิ์ ลุเอี่ยม อายุ 53 ปี ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายศักดิ์ คนขับรถแท็กซี่เล่าว่า ตนรับผู้โดยสารมาจากในตัวเมืองมหาชัย เพื่อจะมาส่งที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถตู้ที่บรรทุกโลงศพ ซึ่งขับสวนทางอยู่คนละฝั่งเกิดเสียหลักเพราะถนนลื่นจากฝนที่ตกลงมา ทำให้รถหมุนก่อนจะข้ามเกาะกลางถนน พุ่งมาเฉี่ยวชนกับรถของตน โชคดีที่ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถของตน 2 คน ไม่ได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้รถยกมายกรถทั้ง 2 คันออกจากที่เกิดเหตุ พร้อมกันนี้ก็จะให้คนขับรถทั้ง 2 คันและผู้ที่เห็นเหตุการณ์ไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.บ้านแพ้ว ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยกันยกเสาไฟฟ้าเกาะกลางถนนที่ถูกชนจนหักโค่นออก เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร รวมถึงโลงศพที่ตกลงมาบนถนน จนทำให้คนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาตกใจด้วย เพราะคิดว่ามีศพอยู่ข้างในอีกด้วย




ผัวปาดน้ำตา! เมีย ถูกหวย 12 ล้าน 4 เดือนเตียงหัก เล่านาทีจับได้คบชู้ ถูกจ้างหย่า2แสน

ถูกหวย จากกรณี น.ส.สมศรี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ชาว อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี อาชีพเป็นแม่ค้ากล้วยทอด ขายขนมไข่หงส์ และลูกชิ้นทอดที่บริเวณหน้าร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค แห่งหนึ่งใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ส.ค.62 หมายเลข 775476 จำนวน 2 ใบ ได้รับเงินรางวัล 12 ล้านบาท โดยครั้งนั้นมีบรรดาพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงรวมถึง นายพิทักษ์ สามารถกุล อายุ 50 ปี สามีของ น.ส.สมศรี มาร่วมแสดงความยินดีอย่างชื่นมื่น

ล่าสุดมีรายงานว่า 2 ผัวเมียดวงเฮงคู่นี้ หลังผ่านมาแค่ 4 เดือนเศษก็เตียงหักเสียแล้ว โดยผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ นายพิทักษ์ ที่บ้านหลังหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ซึ่ง นายพิทักษ์ เปิดใจว่า หลังจากครอบครัวตนถูกรางวัลที่ 1 จากนั้นก็พากันไปขึ้นเงินที่กองสลาก ได้เงินสดมา 11,940,000 บาท หักภาษี 60,000 บาท เงินที่ได้มาก็ให้ญาติๆ ของเมียทุกคน ส่วนตนได้ 1 ล้านบาท แต่กว่าจะได้ก็ยากเหมือนกัน เหมือนกับต้องขู่เอา

จากนั้นแบ่งให้ลูกชาย 2 คนคนละ 1.5 ล้านบาท ตนไม่ได้ว่าจะให้เงินญาติๆ แต่ที่เสียใจคือเขาบอกเลิกตน หลังจากตนจับได้ว่าเขาแอบคุยกับกิ๊กที่ขายผลไม้อยู่ที่เดียวกัน เจ็บใจมาก ที่ผ่านมาตัวเองทุ่มเทให้ครอบครัวทุกสิ่งทุกอย่าง มีอาชีพขับรถบรรทุกขนส่ง ส่งเงินมาให้เมียทุกเดือนไม่เคยขาด แต่เมียไม่น่าจะทำแบบนี้ เสียดายเวลาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน 30 กว่าปี และมีลูกชายถึง 2 คน สมัยก่อนทำงานอยู่อุดรฯ เมียกลัวตนจะหย่า แต่สุดท้ายไม่คิดเลยว่าเมียจะจ้างหย่าตนแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เงินใครที่ซื้อลอตเตอรี่ นายพิทักษ์ บอกว่า เป็นเงินของเมีย เพราะปกติก็ซื้อประจำอยู่แล้ว แต่ตนก็ส่งให้ทุกเดือนไม่เคยขาด พอถูกหวย 12 ล้าน ก็เปลี่ยนไปแอบไปมีกิ๊กรุ่นลูกจนถูกจับได้ และหากตนคุยเรื่องเงินถูกหวยก็มีเรื่องทะเลาะกันตลอด สุดท้ายต้องลงเองด้วยการหย่ากัน

“สุดจะช้ำใจว่า วันที่จับได้ ผมเจ็บปวดมาก ผมเห็นเมียนอนวิดีโอคอลใส่หูฟังคุยอยู่ ผมเดินไปหาเห็นคุยต่อหน้าต่อตา จึงด่าเมียและชู้ไป จากนั้นเขาก็พยายามบอกเลิกและหย่ากับผม จนในวันที่ 18 ธ.ค.62 จึงตัดสินใจหย่าให้ เขาจ้างหย่าผมด้วยเงิน 200,000 บาท เสียดายวันเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน 30 กว่าปีเ จนมีลูกชาย 2 คนคนโตก็อายุ 29 ปีแล้ว เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ พอมีเงินแล้วก็เริ่มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเขามาทำแบบนี้ จนลูกๆ 2 คน ไม่เคยไปบ้านแม่เขาเลย เพราะอับอายกับเรื่องนี้ของแม่” นายพิทักษ์ กล่าว

หลังเกิดเรื่องตนถึงคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้คิดได้ต้องสู้ต่อไป แต่เสียดายเวลาที่อยู่ด้วยกัน ตอนนี้เงินที่เมียให้มาก็มาสร้างบ้านเอาไว้ให้ลูก แต่ตนคงไม่อยู่ที่นี่ บ้านใกล้กันมันตำตาตำใจ เรื่องเงินถูกหวยเชื่อว่าคู่ของตนไม่ใช่คู่สุดท้ายที่มีปัญหา เชื่อว่าต้องมีอีกหลายคู่ หากครอบครัวจะเตียงหักแบบนี้ ตนไม่อยากจะถูกหวยดีกว่า ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อ น.ส.สมศรี แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้


ลุงโวยตำรวจล็อกล้อ ชี้หน้า-ตะโกนด่าหยาบ หายเมาสำนึกได้ ยกมือไหว้ถึงโรงพัก

วันที่ 6 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ “สารคามบ้านทุ่ง สารวัตร โจ้” โพสต์คลิป จำนวน 2 คลิป พร้อมข้อความระบุว่า “เหตุเกิดที่บ้านเกิดผมเอง อ.พล ต่างกันวันเดียว” โดยคลิปแรกบันทึกภาพชายเสื้อขาว กำลังยืนชี้นิ้วด่าทอผู้ที่ถ่ายคลิป พร้อมทั้งใช้เท้าเหยียบที่รถจักรยานยนต์ โดยพูดต่อว่าตำรวจจราจรว่ามาล็อกล้อรถของตัวเองแบบนี้ไม่ได้ ทำตามคำสั่งร้อยเวร ร้อยเวรเป็นพ่อของ…เหรอ ส่วนอีกคลิปเป็นคลิปขณะที่ชายคนเดิมนำกระเช้ามาขอโทษทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงศ์วิจารณ์ ผกก.สภ.พล กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวในคลิปเกิดขึ้น ในวันที่ 31 ธ.ค. 2562 โดยชายที่อยู่ในคลิปเป็นชายวัย 50 ปี อาศัยอยู่ในตลาดพล อ.พล จ.ขอนแก่น ก่อนเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พล รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ชายคนดังกล่าวขับรถกระบะขนส่ง เทปใส,เทปกาว ไปชนป้ายร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนได้รับความเสียหาย แล้วหลบหนีไป

“ทางเจ้าของร้านได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ พอตำรวจมาถึงก็ได้ออกติดตามหารถคันดังกล่าว และไปเจอรถคันดังกล่าวจอดริมถนนหน้าบ้านตัวเอง ซึ่งชายดังกล่าวนั่งดื่มสุราอยู่ภายในบ้าน จึงได้ล็อกล้อไว้เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน” พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าว

พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จังหวะนั้นชายดังกล่าวได้วิ่งออกมาโวยวายไม่ยอมให้เอารถไป และไม่ให้ล็อกล้อเหมือนที่อยู่ในคลิป โดยในวันดังกล่าวทางเจ้าของร้านกับทางชายดังกล่าวได้มีการตกลงค่าเสียหายกัน และไม่ติดใจเอาความ และประมาณ 2-3 วันถัดมา

“ทางชายดังกล่าวได้นำกระเช้ามาขอโทษทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร คาดว่าหลังจากแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์อาจจะไปนั่งคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนำกระเช้ามาขอโทษตามคลิปที่ 2”  พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าว

พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นภาพสะท้อนทั้งการทำงานของตำรวจที่ต้องอยู่ภายใต้การปะทะต่าง ๆ รวมทั้งสุราที่เป็นน้ำเปลี่ยนนิสัย ทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ เปลี่ยนไป พอมีโซเชียลก็จะทำให้เกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น อยากจะฝากถึงทุก ๆ คนทุกฝ่ายให้มีสติ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรก็ไม่ได้ติดใจอะไร และในส่วนของกฎหมายก็พิจารณาไปตามกรอบตามขั้นตอนต่อไป

รวบทันควัน! หนุ่มแมสเซนเจอร์ควงปืน ปล้นร้านสะดวกซื้อ รับหาเงินเปย์พริตตี้สาว

ปล้นร้านสะดวกซื้อ / เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ สน.ลาดพร้าว พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.ลาดพร้าว พ.ต.ท.สถาปนา จุณณวัตต์ รอง ผกก.สส.สน.ลาดพร้าว นำกำลังตำรวจ สน.ลาดพร้าว จับกุม นายเอกชัย ชินวงษ์ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาจี้ชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ พร้อมของกลางอาวุธปืนปลอม 1 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง หมวกกันน็อคเต็มใบ สีขาวลายดำ 1 ใบ และเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ในการก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้บริเวณปากซอยโพธิ์แก้ว แยก 1 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากตัวแทนร้านสะดวกซื้อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่พนักงานขายที่ทำหน้าที่ขายสินค้าอยู่ภายในร้านสะดวกซื้อติดกับโรงงานผลิต ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป สาขาอาร์แบค 3 ซอยลาดพร้าว 107 แยก 18 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีคนร้ายเป็นชายไทย จำนวน 1 คน มีรูปร่างลักษณะอ้วนใหญ่ สีผิวดำแดง ส่วนสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมหมวกกันน็อคเต็มใบ สีขาวลายดำ ใส่เสื้อแขนกุดสีแดง สวมกางเกงยีนส์สามส่วนขาสั้น สะพายกระเป๋าสีดำ รองเท้าแตะสีดำ เข้ามาขอซื้อโทรศัพท์มือถือ

ต่อมาพนักงานหยิบโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อหนึ่ง จำนวน 1 เครื่อง ราคา 4,990 บาท ให้คนร้ายดู จากนั้นคนร้ายชักอาวุธปืนออกมาข่มขู่ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือ ก่อนวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีฟ้าขาว ที่จอดไว้บริเวณหน้าร้าน แล้วหลบหนีไป

จากนั้นทางตำรวจสืบสวน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และขออนุมัติศาลออกหมายจับ จนสามารถจับกุมตัวได้พร้อมของกลาง บริเวณปากซอยโพธิ์แก้ว แยก 1 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ โดยไม่ถึง 24 ชั่วโมง อย่างรวดเร็ว ก่อนควบคุมตัวสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว

สอบสวนผู้ต้องหา ให้การยอมรับสารภาพว่า มีอาชีพเป็นพนักงานส่งเอกสารบริษัทหนึ่งในกรุงเทพฯ และต้องการเงินไปใช้เลี้ยงแฟน ซึ่งเป็นสาวสวยพริตตี้อยู่ที่จ.นครราชสีมา ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากเงินเดือนยังไม่ออก จึงก่อเหตุครั้งนี้เป็นครั้งแรก ส่วนอาวุธปืนเป็นของปลอมซึ่ง ซื้อมาจากร้านขายของเล่นแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจต้องสืบสวนขยายผลอีกครั้ง เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป