คลังเก็บป้ายกำกับ: เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษ

13ปีที่พลัดพราก! แม่ตามหาลูกสาว เผยอยากอธิบายเหตุผล ขอหอม-กอดสักครั้ง

แม่วัย 37 ปี วอนสื่อ ประกาศตามหาลูก ที่เกิดกับอดีตสามี หลังไม่ได้เจอกันนาน 13 ปี เผยคิดถึงและอยากเจอหน้าลูกสักครั้ง ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูกจะสุขสบายดีหรือไม่ ด้านนายอำเภอ เช็กประวัติ พบทำบัตรประชาชนตอน 7 ขวบในพื้นที่จ.ชลบุรี

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เรื่องราวความรักของแม่คนหนึ่ง ที่ต้องการเห็นหน้าลูกสาวที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 13 ปี โดย นางแรมจันทร์ อ่วมพรม อายุ 37 ปี แม่บ้านโรงงานนำเข้าเครื่องปั้มไดคัท และเครื่องพิมพ์กลอ่งกระดาษแห่งหนึ่งใน อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี ได้เข้าร้องเรียนผู้สื่อข่าว เพื่อขอให้ช่วยติดตามหาลูกสาววัย 15 ปี ซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันมานานเกือบ 13 ปี โดยปัจจุบันมีเพียงภาพถ่ายเก่าที่ถ่ายเมื่อลูกสาวมีอายุเพียง 2 ขวบเศษเพียงใบเดียวไว้ดูต่างหน้ามาโดยตลอด

นางแรมจันทร์ เล่าว่า ขณะที่ตนมีอายุ 16 ปี ได้ออกจากบ้านในอ.ทุ่งช้าง จ.น่าน มาทำงานที่ร้านอาหารตามสั่งในอ.บ่อทอง จ.ชลบุรี และได้ชอบพอกับนายไก่ (นามสมมุติ) หลานชายเจ้าของร้าน กระทั่งให้กำเนิดลูกสาวชื่อ น้องนิด (นามสมมุติ) แต่ชีวิตรักระหว่างตนกับนายไก่ก็ได้จบลง เมื่อน้องนิด อายุได้เพียง 2 ขวบเศษ และตนก็ได้นำลูกสาวไปให้แม่ของตนเลี้ยงที่จ.น่าน

นางแรมจันทร์ เล่าต่อว่า ส่วนตนก็ไปทำงานเป็นสาวโรงงานในอ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ได้เพียง 1 สัปดาห์ ก็ได้รับแจ้งจากแม่ของตนว่า นายไก่มารับเอาตัวน้องนิดไปอยู่ด้วย ซึ่งตนพยายามติดต่อนายไก่ซึ่งเป็นสามีเก่า เพื่อพูดคุยเรื่องลูกสาวที่นายไก่มารับเอาตัวไป แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้จนมาถึงวันนี้

“ซึ่งต่อมาเมื่อหลายปีก่อน ตนก็มีครอบครัวใหม่กับหนุ่มชาวจ.อุบลราชธานี และมีลูกสาวด้วยกันอีก 1 คน อายุ 6 ขวบ แต่ก็ยังคิดถึงน้องนิดลูกสาวคนแรก และได้พยายามตามหาลูกสาว โดยบางครั้งมีคนงานนำสินค้าจากโรงงานไปส่งที่จ.ชลบุรี ก็ขอร้องให้ช่วยดูร้านขายอาหารตามสั่งที่เคยไปทำงานอยู่ว่าเห็นลูกสาวของตนบ้างหรือไม่ แต่คนขับรถก็บอกว่าร้านอาหารนั้นไม่มีอยู่แล้ว” นางแรมจันทร์ กล่าว

นางแรมจันทร์ เล่าอีกว่า ทำให้ตนหมดปัญญาที่จะตามหาลูกสาว เพราะปัจจุบันก็มีรายได้เพียงเป็นแม่บ้านของโรงงาน ไม่มีเงินทองพอใช้ไปติดตามหาลูกสาวคนนี้ได้ ที่ผ่านมาก็ได้แต่เล่าเรื่องราวความรักของแม่ให้ลูกสาวอีกคนฟังมาโดยตลอดว่า ยังมีพี่สาวอยู่อีกคน และลูกสาวคนเล็กก็บอกอยากเจอพี่สาวเช่นกัน ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ก็ได้แต่คิดถึงอยากเจอหน้าน้องนิดสักครั้ง แต่ก็ทำไม่ได้ จึงได้เข้ามาขอความช่วยเหลือดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าน้องนิดทราบเรื่องแล้วไม่ต้องการเจอนางแรมจันทร์ เพราะไม่เคยอยู่ด้วยกันมาก่อน นางแรมจันทร์ กล่าวว่า ตนเข้าใจเหตุผลนี้ดี แต่ก็อยากอธิบายให้ลูกรู้ว่าเหตุใดที่ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน และไม่ต้องการอะไร เพียงแต่อยากเห็นหน้าลูกสาวว่า ปัจจุบันนี้เป็นเช่นไร เรียนหนังสืออยู่ชั้นไหน โตขนาดไหนแล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขอกอดและหอมลูกสักครั้งในชีวิตก็ยังดี

“เพราะเข้าใจดีที่เราไม่ได้เป็นคนที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก แต่ก็อยากเห็นหน้า หรือได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกสักครั้งก็ยังดี” นางแรมจันทร์ กล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พา นางแรมจันทร์ เข้าพบ นายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอสำโรง เพื่อให้ช่วยเหลือในการติดตามหาตัวน้องนิดที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 13 ปี และจากการตรวจสอบจากข้อมูลของสำนักทะเบียนราษฏร กระทรวงมหาดไทย ทราบว่า น้องนิดได้เข้ามาทำบัตรประชาชนเมื่ออายุได้ 7 ขวบ โดยแจ้งที่อยู่ในต.บ่อกวางทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี แต่ไม่รู้ว่าตัวยังอยู่ตามภูมิลำเนาที่แจ้งไว้กับสำนักทะเบียนราษฏรหรือไม่

นายธรรมนูญ จึงโทรศัพท์แจ้งไปยังอ.บ่อทอง ให้ช่วยเป็นธุระประสานตรวจสอบไปยังผู้ใหญ่ที่น้องนิดมีชื่ออยู่ในหมู่บ้านว่า เด็กสาวคนนี้ยังคงพักอยู่ที่หมู่บ้านดังกล่าวหรือไม่ และทางน้องนิดและครอบครัวยินดีจะให้นางแรมจันทร์ไปพบหรือไม่ ซึ่งหากน้องนิดและนายไก่ไม่ขัดข้อง ทางนายธรรมนูญก็ยินดีมอบเงินค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายให้นางแรมจันทร์ ซึ่งมีฐานะยากจนใช้เดินทางไปพบกับลูกสาว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการประสานกลับมาจากผู้ใหญ่บ้านในต.กวางทอง ที่น้องนิดมีภูมิลำเนาอยู่ครั้งสุดท้ายอยู่ที่นั่น

ยังเมาไม่พอ! หนุ่มยืมจยย.เพื่อน ซื้อเหล้ามาดื่มต่อ แหกโค้งชนเสาไฟ คอหักดับคาที่

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ร.ต.อ.ยุทธศิลป์ สิงหาด รอง สว.สส.(สอบสวน) สภ.มะขาม จ.จันทบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จันทบุรี ว่า เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักแหกโค้ง พุ่งชนเสาไฟฟ้า บนถนนสายพญาล่าง ม.11 ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จึงรุดตรวจสอบพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ เขต อ.มะขาม

ในที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางโค้งหักศอก พบศพชายวัยรุ่นนอนเสียชีวิตอยู่ที่โคนเสาไฟฟ้าแรงสูง สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นสีดำสลับลาย สภาพศพคอหัก มีบาดแผลบริเวณปลายคาง และใบหูด้านขวาฉีกขาด ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า มีโอ สีขาว คาดเหลือง หมายเลขทะเบียน 1 กฆ 5179 จันทบุรี ล้มอยู่ใน
ป่าหญ้าข้างทาง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบรอยคราบเลือด บริเวณเสาซีเมนต์ทป้ายสัญญาณจราจร และถ่ายภาพเก็บร่องรอยหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมามีนายอำพล เลือดสี อายุ 26 ปี พนักงานซ่อมบำรุงของโรงงานนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศเเห่งหนึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 88/2 ม.1 ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ได้เดินทางมาพบทาง ร.ต.อ.ยุทธศิลป์ สิงหาด ร้อยเวรเจ้าของคดี พร้อมกับนำหลักฐานแสดงตัวว่า เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุตัวจริง

สอบสวนนายอำพล ให้การว่า ผู้เสียชีวิต คือ นายอัมพล บุญแสง อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 ม.5 ต.สำโรงปราสาท อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเพื่อนทำงานก่อสร้างโครงหลังคาเหล็ก ก่อนเกิดเหตุ นายอัมพล พร้อมกับเพื่อนพากันตั้งวงดื่มเหล้าสังสรรค์กันในวันหยุด ส่วนตนนอนพักผ่อนอยู่กับแฟนสาวในห้องพัก ต่อมานายอัมพลมีอาการเมา เข้ามาขอยืมรถจักรยานยนต์ เพื่อขี่ออกไปซื้อเหล้ามาดื่มกันต่ออีก แต่เงียบหายไปนานยังไม่กลับมา

นายอำพล ให้การต่อว่า จากนั้นตนกับแฟนสาวขี่รถจักรยานยนต์อีกคันออกมาซื้อข้าวที่ตลาด และบังเอิญเห็นรถจักรยานยนต์ของตัวเองที่นายอัมพลยืมไป อยู่บนท้ายรถกระบะของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขับสวนทางมาพร้อมกับรถเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงเข้าไปสอบถามจนทราบว่า นายอัมพลขี่รถจักรยานยนต์ไปประสบอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าเสียชีวิตแล้ว

จากการตรวจสอบร่องรอยหลักฐานในที่เกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดสาเหตุว่า ผู้ตายเมาสุรา แล้วขับรถหลุดโค้งชนเสาไฟฟ้าเสียชีวิต จึงนำศพส่งชันสูตรที่ ร.พ.มะขาม พร้อมตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เพื่อสรุปสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

ชนสยองมอเตอร์เวย์! หนุ่มขับเก๋งพุ่งอัดแท่งแบริเออร์ ไฟลุกท่วม ย่างสดคนขับดับคาซาก

ชนสยอง หนุ่มพนักงานซ่อมบำรุง บริษัทรับจัดซื้อเเละนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัทเเละเครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากประเทศญี่ปุ่น ขับเก๋งพุ่งชนแท่งแบริเออร์ดังสนั่นมอเตอร์เวย์ ก่อนหมุนคว้างข้ามถนนเกิดไฟลุกไหม้ทั้งคัน คนขับถูกย่างสดเสียชีวิตคาซากรถ ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและเช็กกล้องวงจรปิด เพื่อหาสาเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าว

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 6 ก.ค. พ.ต.ท.สุยินทร์ อินทร์ช่วย สว.(สอบสวน ) ส.ทล.2 (อินทรา) รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนขอบทางจนเกิดเพลิงลุกไหม้ บริเวณด่านเก็บเงินทับช้าง 1 ถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก (มอเตอร์เวย์) ด้านขาเข้า มุ่งหน้าบางนา แขวงและเขตสะพานสูง กทม. จึงรุดตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมอเตอร์เวย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก (ด้านขาเข้า กม.51+200) พบเพลิงกำลังลุกไหม้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน ฌผ744 กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ประจำตู้เก็บเงินได้ใช้ถังดับเพลิง 7 ถัง ช่วยกันฉีดสกัดเพลิงแต่ไม่เป็นผล จึงประสานรถน้ำหน่วยกู้ภัยมอเตอร์เวย์ เข้าทำการสกัดเพลิงใช้เวลา 10 นาที จึงควบคุมเพลิงได้

จากการตรวจสอบภายในซากรถพบศพนายธนาวุฒิ กุลอภิญญ์ อายุ 27 ปี เป็นพนักงานบริษัทรับจัดซื้อเเละนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัทเเละเครื่องพิมพ์กล่องกระดาษ บ้านเลขที่ 1334/155 ซ.พระรามที่ 3 ซ.54 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. สภาพศพถูกไหม้เป็นตอตะโก นอนคว่ำหน้าติดอยู่ในซากของรถ จากการตรวจสอบโดยรอบยังพบชิ้นส่วนรถ ล้อ เครื่องยนต์ และแท่งเศษแบริเออร์พลาสติก กระจายเต็มพื้นถนนระยะทางยาวกว่า 30 เมตร

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำตู้เก็บเงิน กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุขณะตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตู้ได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากถนนมเอตอร์เวย์ขาออก เมื่อหันกลับมาดูพบห่างจากป้อมประมาณ 30 เมตร เห็นรถยนต์คันเกิดเหตุหมุนคว้าง ชิ้นส่วนรถกระจายเต็มพื้นก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ ตอนนั้นตนไม่เห็นคนขับ จึงช่วยกันนำถังดับเพลิงมาช่วยกันฉีด ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ

ด้าน พ.ต.ท.สุยินทร์ กล่าวว่า เบื้องต้นไม่มีใครเห็นเหตุการอย่างชัดเจน รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำตู้เก็บเงินด้วย เนื่องจากทุกคนนั่งหันหลัง ซึ่งจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พบรถประมาณ 30 เมตร พบร่องรอยการชนที่แท่งแบริเออร์ที่ทำจากพลาสติกแตกกระจายและแท่งปูนแตกเสียหาย ซึ่งคาดว่าผู้เสียชีวิตน่าจะขับมาจากฝั่งขาออกมุ่งหน้าไปทางบางปะอิน

พ.ต.ท.สุยินทร์ กล่าวต่อว่า ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนแท่งแบริเออร์ปูน ข้ามฝั่งมาด้านที่มุ่งหน้าไปทางบางนา แล้วพลิกคว่ำหลายตลบมีชิ้นส่วนของรถหลุดออกมากระจัดกระจาย และเกิดเพลิงลุกไหม้ ซึ่งในส่วนนี้ทาง สท.ล.2 จะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อเตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ส่วนเรื่องการเสียชีวิตจะประสานพนักงานสอบสวนสน.ประเวศ ดำเนินการส่งศพไปชันสูตรสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมทั้งตามหาญาติผู้เสียชีวิตต่อไป

สาวซวยด้วยร้องไห้โฮ โดนบุกจับพร้อมแฟนหนุ่มพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่

สาวซวยด้วยร้องไห้โฮ โดนบุกแฟนหนุ่มพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ เจอของกลาง 20 ล้านซุกฝังดินข้างบ้าน เผยอายุแค่ 23 แต่เป็นนักค้ายาบ้ารายใหญ่ที่สุดในจังหวัด แถมฉลาดหนีรอดการถูกจับกุมมาโดยตลอด สุดท้ายถูกตามแกะรอยรวบคาบ้าน

เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 17 มิ.ย. นายวิทยา ดุลวัฒนากุล ปลัดงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จ.จันทบุรี นำกำลังอส.ศูนย์อำนวยการปราบปรามยาเสพติดจันทบุรี สนธิกำลังร่วมกับ ทหารกองทัพเรือ ตำรวจ สภ.แก่งหางแมว และกำลัง ตชด.ที่ 11 จู่โจมบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 1/1 หมู่ 7 บ้านกระบก ต.นายายอาม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งซุกซ่อนยาเสพติดจำนวนมาก

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบ นายณัฐวัตร บุญถูก อายุ 23 ปี อดีตพนักงานโรงงานำเข้าเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศรายใหญ่ อยู่ภายในบ้านกับน.ส.บี (นามสมมติ) แฟนสาว จากการตรวจค้นพบยาบ้าบรรจุแพ็คสีเหลือง พิมพ์ตัวเลขอักษร 999 จำนวน 4 แพ็ค และ 3 ห่อใหญ่ประมาณ 45,000 เม็ด ซุกไว้ใต้ที่นอน จึงเข้าจับกุมตัวนายณัฐวัตรและแฟนสาวทันที จากการสอบสวนรับสารภาพว่ายังมียาบ้าฝังดินไว้ข้างบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพบยาบ้าอีก 4 แพ็ค และอีก 5 มัดใหญ่ประมาณ 55,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกล่องโฟมฝังดินไว้

จากนั้นกระจายกำลังตรวจค้นอย่างละเอียด เจอยาบ้าอีก 6 พันเม็ด บรรจุในถุงพลาสติกหูรูดสีฟ้า 50 ถุง และยาบ้าถูกแยกเตรียมแบ่งขาย บรรจุในถุงพลาสติกใสอีก 200 เม็ด ยาไอซ์ 4 กรัม พร้อมอุปกรณ์การเสพ กระสุนปืนขนาด.38 อีกจำนวน 9 นัดซุกซ่อนตามจุดต่างๆในตัวบ้าน จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดแล้วควบคุมตัว นายณัฐวัตร พร้อม แฟนสาวไปสอบสวนขยายผลและตรวจนับจำนวนยาเสพติดที่ สภ.แก่งหางแมว

โดยการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายณัฐวัตร มีพฤติกรรมเป็นนักค้ายาบ้ารายใหญ่ที่สุดใน จ.จันทบุรี ด้วยอายุเพียง 23 ปี สามารถหนีรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด และไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง โดยจะสลับผลัดเปลี่ยนไปนอนและอาศัยตามบ้านญาติในพื้นที่ อ.นายายอาม และ อ.แก่งหางแมว แต่ครั้งนี้มาพลาดเมื่อถูกเจ้าหน้าวางสายข่าวจนทราบว่าหลบหนีมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงจู่โจมเข้าจับกุมพร้อมยาบ้าและยาไอซ์มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท นับว่ามากที่สุดในรอบ 20 ปี เท่าที่เคยมีการจับกุมยาเสพติดในพื้นที่จ.จันทบุรี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือยาบ้า ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองและเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนแฟนสาว เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างการสืบสวนขยายผล หากพบว่ามีส่วนร่วมกันกระทำความผิดจะแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มอบตัวแล้ว! มือทำธุรกรรม ‘แก๊งแฝดทมิฬ’ ปัดเอี่ยวยานรก ล่าตัวหนอนบ่อนไส้

แก๊งแฝดทมิฬ มอบตัวแล้ว 1 ราย มือทำธุรกรรมเครือข่ายยาเสพติดแก๊งแฝดทมิฬรุดมอบตัวหลังหนีไปที่เขาใหญ่ เผยไม่รู้จักกับแฝดนักค้ายาเสพติดรายนี้ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ระบุบ้านที่ตำรวจเข้าตรวจค้นที่อยู่เเถวบริษัท รับจัดซื้อเเละนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัทเเละเครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากญี่ปุ่นนั้นเป็นบ้านที่ซื้อมาด้วยเงินที่ทำธุรกิจส่วนตัว ยันไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ตร.คุมตัวสอบที่ บช.ปส.

จากกรณี พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. นำกำลังตำรวจเปิดปฏิบัติการชัยยะสยบไพรี 61/6 ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดภาคกลาง “แก๊งแฝดทมิฬ” ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 60 จุด ในพื้นที่ จ.ลพบุรี จ.สระบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังทราบว่า นายศุภชัย ธารีรักษ์ หรือ มิกซ์ แฝดผู้พี่ และนายชัยวุฒิ คิสเนอร์ หรือ แม็ค แฝดผู้น้อง เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในการสั่งการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือส่งไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อทำการขายต่อ

แก๊งแฝดทมิฬ / ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. ที่ สภ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี พล.ต.ท.สมหมาย ได้ทำการสอบปากคำนายพงศกร (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหา ที่ทำหน้าที่ธุรกรรมทางการเงินในเครือข่ายยาเสพติด ของนายศุภชัยและนายชัยวุฒิ หลังจากการเข้าตรวจค้นบ้านพักเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายพงศกรได้ประสานมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอมอบตัว หลังหลบหนีไปยังเขาใหญ่ ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

นายพงศพร กล่าวว่า ตนรู้จักกับนายศุภชัยและนายชัยวุฒิ มา 2-3 ปี แต่ไม่ได้มีการสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว จึงไม่ทราบว่าทั้งสองคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายค้ายาเสพติด ในส่วนของบ้านที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจค้นนั้น เป็นบ้านของตนที่ซื้อพร้อมกับภรรยา โดยซื้อมาในราคาประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผ่อนไปได้แล้วประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนเงินที่ซื้อได้มาจากการทำ ฟาร์มไก่ชน ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนตัว ที่มีรายได้ต่อเดือน 50,000-60,000 บาท และตนก็ไม่ทราบว่าบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับนายศุภชัย และนายชัยวุฒิ ส่วนสาเหตุที่ต้องไปเขาใหญ่นั้น ตนไปเที่ยวกับภรรยา

รายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า สาเหตุที่ผู้ต้องหาไหวตัวทัน และหลบหนีได้นั้น มีข้าราชการชั้นประทวน นำข้อมูลไปบอกเครือข่ายยาเสพติด ว่าจะมีการเข้าตรวจค้น โดยทุกครั้งที่มาทำการจับกุมในจ.ลพบุรี ผู้ต้องหาในคดีค้ายาเสพติดจะไหวตัวทันตลอด ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบหาบุคคลที่เป็นคนกระจายข่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนายพงศกรไปยังศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 จ.สระบุรี เพื่อแถลงข่าว ก่อนจะนำตัวไป ที่ บช.ปส. เพื่อทำการสอบสวนต่อไป

แค่เกือบถึงบ้าน! ลูกเมียรอเก้อ 2ช่างไปทำงาน15วันซิ่งกลับหลับในชนสยองตายคู่

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ร.ต.อ.พิชิตชัย เดือนใส รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ รับแจ้งเกิดเหตุรถกระบะเสียหลักชนต้นไม้ริมถนนสายศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ หน้าปั้มน้ำมันเเถวโรงงานนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศ หมู่ 8 ต.ซำ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ มีผู้เสียชีวิต 2 รายจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างจิตต์ศรีสะเกษธรรมสถาน และหน่วยกู้ภัยศรีสะเกษสงเคราะห์

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะนิสสันนาวาร่า สีขาว ทะเบียน บร 4488 ศรีสะเกษ ด้านท้ายรถมีตัวอักษร บริษัท แสงไพศาล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด สภาพรถหงายท้องพังยับเยินเศษวัสดุอุปกรณ์ติดตั้งแอร์ตกกระจายเกลื่อน ภายในซากรถพบศพชาย 2 ราย หน่วยกู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดนำร่างออกมานานกว่า 30 นาที ทราบชื่อต่อมาคือ นายแสงอุทัย เจริญรัตน์ อายุ 48 ปี และนายวิทยา คำกอง อายุ 42 ปี โดยมีครอบครัวของทั้ง 2 คนมาดูศพด้วยความเสียใจ

สอบสวนพนักงานปั้มน้ำมัน ซึ่งเห็นเหตุการณ์ ให้การว่า นั่งอยู่หน้าปั้มน้ำมันเห็นรถขับมาด้วยความเร็วสูงแล้วจู่ๆเบรกทำให้รถเสียหลักพุ่งออกมาเลนขวาไปชนเข้ากับกองไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ริมถนนอย่างแรง ก่อนพุ่งไปชนต้นสักขนาดใหญ่เสียงดังสนั่นหวั่นไหวรถพลิกหงายท้อง ซึ่งตนพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากรถ แต่ว่าไม่สามารถดึงเอาร่างออกมาได้ จึงรีบแจ้งตำรวจ

ต่อมาเจ้าของบริษัท แสงไพศาล เอ็นจิเนียริ่ง เจ้าของรถเดินทางมาที่เกิดเหตุแล้วระบุว่า เป็นนายจ้างของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ซึ่งทำงานเป็นช่างแอร์ประจำร้าน ก่อนเสียชีวิตเดินทางไปติดตั้งแอร์ที่ร.พ.เลย จ.เลย นานประมาณ 15 วัน วันนี้ครบกำหนดเดินทางกลับ ซึ่งก่อนเสียชีวิตไม่นานนายแสงอุทัย โทรบอกว่ากลับมาถึงศรีสะเกษแล้วและจะไปส่งเพื่อนช่างแอร์ที่บ้านหนองครก ขณะนี้กำลังจะเดินทางกลับบ้านที่บ้านโพนค้อต่อมาก็ได้รับแจ้งว่าทั้ง 2 คนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ซึ่งเสียใจมากและจะดูแลครอบครัวทั้ง 2 คนอย่างเต็มที่

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดสาเหตุน่าจะเกิดจากคนขับหลับใน เนื่องจากขับรถมาเป็นระยะทางไกลอาจจะทำให้เหนื่อยล้า จึงนำศพส่งชันสูตรก่อนสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายและให้ครอบครัวรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ตร.ชี้ พ่อป.3 จ้างข่มขืน ป.1 ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล รอผลตรวจยืนยันก่อนสรุป

กรณีเฟซบุ๊ก เตชะ ทับทอง โพสต์เรื่องราวของเด็กหญิงวัย 7 ขวบ นักเรียนชั้น ป.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กระสัง ที่อยู่เเถวบริษัทรับจัดซื้อเครื่องปั๊มไดคัทเเละเครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศ จ.บุรีรัมย์ ว่าถูกเด็กชายวัย 7 ขวบ 2 คน และเด็กชายวัย 10 ขวบ 1 คน รุมทำอนาจารแล้วมีการว่าจ้างให้เด็ก ป.5 กดหัวมุดน้ำเพื่อหวังฆ่าปิดปาก จากการตรวจสอบพบว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. วันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา บริเวณแอ่งน้ำในสระน้ำสาธารณะกลางหมู่บ้าน บ้านนราใหญ่ ต.สองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. และโฆษกตร. โพสต์เฟซบุ๊ก ดร.วิระชัย ทรงเมตตา ระบุว่า กรณีที่มีข่าวเด็กชาย ป.3 จ้างเด็ก ป.5 ข่มขืนเด็กหญิง ป.1 และพยายามจับเด็กหญิงกดน้ำเพื่อฆ่าปิดปาก ต่อมาแม่และยายของเด็กได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงรับแจ้งไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น เนื่องจากพ่อของเด็กชาย ป.3 เป็นผู้มีอิทธิพลและพยายามข่มขู่ครอบครัวเด็กหญิงให้ยอมความ โดยตกลงจะจ่ายค่าทำขวัญเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งยายของเด็กหญิงได้รับเงินไปแล้วจำนวน 2,000 บาท นั้นพ.ต.ท.ปองพล เอี่ยมวิจารณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากการสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนผู้รับคดี และผู้ใหญ่บ้านพบว่าเรื่องดังกล่าวที่ถูกแชร์ต่อและเป็นที่วิพากย์วิจารณ์กันอยู่นั้น ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่หลายประเด็น จึงขออนุญาตใช้พื้นที่ของท่าน พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังนี้ครับ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ค. 61 ยายของเด็กหญิงเป็นผู้มาพบเหตุการณ์ขณะเด็กหญิงกำลังถูกกดน้ำต่อมา วันจันทร์ที่ 21 พ.ค. 2561 ยายของเด็กได้พาเด็กหญิงไปพบผู้ใหญ่บ้านและให้เรียกผู้ปกครองของเด็กชายทั้ง 2 มาเจรจาเมื่อทั้งสามฝ่าย (ยายของเด็กหญิง, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้ปกครองของเด็กชายทั้ง 2 คน) มาพร้อมหน้ากัน ยายของเด็กหญิงได้ต่อว่าผู้ปกครองฝ่ายชายว่า อยากให้ดูแลลูกให้ดี และอย่าเล่นอะไรแบบนี้อีก แต่ไม่ได้ติดใจเอาความแต่อย่างใด ทางผู้ใหญ่บ้านจึงพูดจาให้ฝ่ายเด็กชายทั้ง 2 คน ดูแลค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้ฝ่ายเด็กหญิงด้วย ซึ่งทางผู้ปกครองของเด็กชาย ก็ยินยอมจ่ายเงินค่าเดินทางพาเด็กหญิงไปตรวจรักษาตัวที่โรงพยาบาล เบื้องต้น เป็นเงิน 2,000 บาทก่อน และจะจ่ายค่าทำขวัญให้อีก 10,000 บาท ยายของเด็กหญิงจึงรับเงินดังกล่าวไป

กระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 พ.ค.61 แม่ของเด็กหญิงทราบเรื่อง จึงนำตัวเด็กหญิงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้เพิกเฉยอย่สงที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยได้รับแจ้งความไว้ในทันที ในข้อหาร่วมกันกระทำอนาจาร และร่วมกันพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี และได้มีหนังสือส่งตัวเด็กหญิงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกระสัง ซึ่งต่อมาโรงพยาบาลกระสังได้ส่งตัวเด็กหญิงไปตรวจที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจอย่างละเอียดอย่างเป็นทางการ

กรณีที่มีการโจษจันว่าพ่อของเด็กชายคนหนึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น แท้จริงแล้วมิใช่ผู้มีอิทธิพลแต่อย่างใด โดยบิดาของเด็กชาย ป.3 นั้นเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ซึ่งปู่เคยเป็นอดีต สท. เมื่อนานมาแล้ว และไม่ได้มีบทบาททางสังคมในปัจจุบันแต่อย่างใด

ในกรณีนี้ยายของเด็กหญิงซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ มองว่าเป็นการเล่นกันที่รุนแรงเกินไป แต่แม่ของเด็กหญิงมองว่าเป็นการพยายามฆ่าปิดปาก ทั้งนี้จึงต้องรอผลการสอบสวนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนต่อไป

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้แสดงความห่วงใยต่อเด็กหญิงที่ถูกกระทำ และขอเรียนว่า ในขณะนี้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบเหตุดังกล่าว และได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีร่วมกับสหวิชาชีพด้วยความรอบคอบ โดยให้คำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็กทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ และให้รายงานความคืบหน้าของคดีให้ทราบทุกระยะ จึงขอให้มั่นใจว่าจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาและจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และขอวิงวอนพี่น้องประชาชนหยุดแชร์หรือวิพากย์วิจารณ์กรณีนี้ก่อน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก อีกทั้งคดีนี้ยังขาดความชัดเจนว่าเหตุการณ์แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร จนกว่าจะได้รับผลยืนยันการสอบสวนและผลการตรวจร่างกายจากแพทย์ที่ชัดเจนแล้ว และหากมีความคืบหน้าอย่างไรจะนำเสนอให้ทุกท่านได้รับทราบต่อไปครับ