เรื่องเด่น

มือยิงบ่อนพระราม 3 ติดต่อมอบตัว ตำรวจล่าคนทำลายหลักฐาน เก็บกล้องวงจรปิดเหี้ยน!

หลังจากเพจ “Red Skull Forever” ได้เผยภาพสถานที่เกิดเหตุ จากกรณีที่มีเหตุยิงกันในบ่อนพระราม 3 ข้างร้านจำหน่าย กล่องกระดาษ และ กล่องกระดาษสำเร็จรูป พบชัดเจนว่ามีกล้องวงจรปิดหลายตัว และมีชายหลายรายกำลังเคลียร์สถานที่ มีการนำบันได ถือสว่าน และยกเก้าอี้ ในขณะที่ศพผู้ตายยังอยู่ในจุดเกิดเหตุ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ตำรวจแถลงว่าภายในสถานที่เกิดเหตุไม่พบกล้องวงจรปิด

ล่าสุด (6 ส.ค.63) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้า เหตุการณ์ยิงกันภายในบ่อนย่านพระราม 3 ก่อนจะเดินทางไปชี้แจงคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กับกรณีที่เกิดขึ้นว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นพบว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นบ่อนการพนันจริง และทราบว่าเปิดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่จะเปิดมานานเท่าไหร่นั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบย้อนหลัง

ส่วนคลิปหลังเกิดเหตุภายในบ่อนที่มีการขนของและหรือย้ายกล้องวงจรปิดนั้น ก็ได้สั่งการให้เร่งติดตามตัวคนเพราะถือว่าเป็นการทำลายพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนเจ้าหน้าที่ไปถึง ซึ่งขณะนี้พอรู้เบาะแสแล้วอยู่ระหว่างติดตามตัวตัว อีกทั้งยังกำชับให้เร่งติดตามผู้ที่ยิงนายถาวร สีสด คู่กรณีของพันตำรวจตรีวัทธเศรษฐ์ สำเนียงประเสริฐ จนเสียชีวิต เบื้องต้นทราบเบาะแสะแล้วเช่นกัน อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับ อย่างไรก็ตามจะมาชี้แจงกับสื่อมวลชน หลังจากที่เขาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวมีรายงานว่า เมื่อวานนี้ ผู้ก่อเหตุ คือ นายบอย บ้านครัว (ฉายาในวงการพนัน) ได้ติดต่อประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอเข้ามอบตัว พร้อมนำอาวุธปืนที่ไช้ก่อเหตุยิงนายถาวร สีสด อายุ 51 ปี เสียชีวิตภายในบ่อนการพนันย่านพระราม 3 ซอย 66 มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย จากการสอบถามเบื้องต้น นายบอย ให้การว่า เป็นการยิงป้องกันตัวจากนายถาวร เพราะขณะเกิดเหตุ นายถาวรยิงปืนส่ายไปมา หากไม่ยิงสกัดอาจทำให้มีคนเสียชีวิตมากกว่านี้ ซึ่งก็สอดคล้องกับการตรวจสอบวิถีกระสุนของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ที่พบว่าลักษณะการยิง เป็นรูปแบบสะเปะสะปะ ส่วนผู้ก่อเหตุมีคนเดียวหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัวบุคคลที่ปรากฎในคลิปคืนเกิดเหตุ ที่ช่วยกันขนย้ายสิ่งของ และถอดกล้องวงจรปิดจากที่เกิดเหตุ ก่อนแจ้งตำรวจท้องที่

ด้าน พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดียิงเสียชีวิต 4 ศพ ในบ่อนเฮียตี้ย่านพระราม 3 หลังได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ผบช.น.สั่งให้ดูแลการสอบสวนในคดีนี้ พร้อมสั่งการให้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด โดยจะมีการไปสอบปากคำพยานที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล อีกทั้งได้สั่งให้ตรวจสอบในทุกประเด็นที่สังคมสงสัย ทั้งผู้ที่ถอดกล้องวงจรปิด และผู้ที่ขนย้ายสิ่งของในจุดเกิดเหตุหลบหนี โดยในขณะนี้ได้ประสานฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ติดตามรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด

โดยในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนจะแยกคดีที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน เช่น กรณีมีที่การเปิดบ่อนพนันหรือไม่ และกรณีที่มีการยิงกันจนเสียชีวิต ส่วนที่มีกระแสข่าวพันตำรวจโทอักษรย่อซอโซ่ เข้ามาพัวพันกับบ่อนพนันดังกล่าวนั้น ตนก็ไม่รู้สึกหนักใจอะไร

ทั้งนี้ ทางชุดสอบสวนได้รับการประสานจากนายบอย ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายถาวร ว่าจะขอเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่ในขณะนี้นายบอยยังไม่ปรากฎตัวแต่อย่างใด

เรื่องเด่น

“ไทรอัมพ์” โร่ชี้แจง ไม่เกี่ยวโรงงานที่นครสวรรค์ ลอยแพ 753 ชีวิต

ไทรอัมพ์ ร่อนสารชี้แจงด่วน ไม่เกี่ยวข้องกับโรงงานสิ่งทอนครสวรรค์ ที่ปิดกะทันหันลอยแพพนักงาน 753 คน หลังขายโรงงานไปตั้งแต่ปี 59

นางสาววันอาสาฬ์ ทีปังกร ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์ชุดชั้นในไทรอัมพ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงว่า ทางบริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ Triumph ขอยืนยันว่า บริษัทไม่มีฐานการผลิตในประเทศไทย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น กับการปลดพนักงานตามที่เป็นข่าว

โดย บริษัทไทรอัมพ์ได้ขายการผลิต Body Fashion Thailand (BFT) ในประเทศไทย ให้กับผู้ประกอบการสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม นายโรเบิร์ต อึ้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559

ขณะที่ นายโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทสิ่งทอระดับสากล ประกอบไปด้วย บริษัทในเครือกว่าสามสิบบริษัท และแบรนด์ อาทิเช่น Hanro หรือ Huber Trikot ซึ่งในขณะนั้นเครือข่ายของนายโรเบิร์ต อึ้ง เป็นผู้ผลิตหลัก ที่มีความน่าเชื่อถือ ให้กับไทรอัมพ์เป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี โดยเครือข่ายมีโรงงานสองแห่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดกรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครสวรรค์

การตัดสินใจถอดศูนย์การผลิตในประเทศไทยเมื่อปี 2559 ของไทรอัมพ์ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาว ในการปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกของบริษัท เพื่อให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นไปที่ลูกค้า และความท้าทายทางการตลาดต่างๆ ได้มากขึ้น

และด้วยมาตรการเดียวกันนี้ ไทรอัมพ์ได้ถอนฐานการผลิตในแถบทวีปยุโรปทั้งหมด ออกเช่นเดียวกัน สำหรับประเทศไทย พนักงานและผู้บริหารทั้งหมด 2,757 คน ถูกเข้าถือช่วงกิจการต่อ โดยไม่มีการปลดพนักงานหรือผู้จัดการใดๆ ออก

เรื่องเด่น

ไฟไหม้โรงงานไฟเบอร์กลาส พนักงานทำโอทีเล่านาทีหนีตาย สูญเสียเพื่อนไป 1 คน

เจ้าของโรงงานช็อก พนักงานถูกไฟคลอกดับ โรงงานเสียหาย 100% สูญเงิน 50 ล้าน

(28 ก.ค.63) เกิดเหตุสลด ไฟโหมไหม้โรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ต.บึงคำพล้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ช่วง 12.00 น. หลังเกิดเหตุไม่นาน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่ ต.บึงคำพล้อย ก็ถึงที่เกิดเหตุ และเร่งระดมกำลังฉีดสกัดเพลิง ขณะนั้น มีพนักงานในโรงงานดังกล่าว แจ้งว่า มีคนติดค้างอยู่ด้านใน 3 คน เจ้าหน้าที่จึงทำการช่วยเหลือ และสามารถช่วยออกมาได้ 2 คน และรีบนำส่งโรงพยาบาล เนื่องจากทั้ง 2 ได้รับบาดเจ็บ แต่อีก 1 คนยังค้นหาไม่พบ

เพลิงปะทุไหม้รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง การฉีดน้ำสกัดเพลิงของเจ้าหน้าที่ชุดแรก ประมาณ 4 – 5 คัน ไม่เป็นผล จึงต้องขอกำลังเสริม รถดับเพลิงจาก ต.บึงคำพล้อย และ จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (ปภ.) กว่า 10 คัน มาเสริมกำลัง และรีบฉีดน้ำสกัดเพลิงไหม้โรงงาน จนกระทั่ง 14.00 น. เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมวงจำกัดของเพลิงได้ แต่ขณะนั้นหลังคาโรงงานเริ่มทรุดตัวลง ก่อนจะถล่มลงมา

ขณะที่เจ้าของโรงงานยังอยู่ในอาการช็อก และแสดงความเป็นห่วงอย่างมาก เมื่อรู้ว่ายังมีพนักงานติดค้างอยู่ด้านในโรงงาน เมื่อถามถึงความเสียหาย เจ้าของโรงงานบอกกลับทันทีว่า 100% ตอนนี้เงิน 50 ล้านหายไปกับกองไฟแล้ว

เข้าสู่ชั่วโมงที่ 3 เวลา 15.00 น. เศษ เพลิงสงบลง พบภาพสุดสลด ปรากฏต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ศพอยู่ไม่ห่างจากประตูทางออกมากนัก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบศพดังกล่าวเป็นเพศหญิง ก่อนจะมีเพื่อนพนักงาน ยืนยันว่า เธอคือ นางวรนุช อายุ 52 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานอยู่ที่ชั้น 2

ในส่วนของสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ คงต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ว่าต้นเพลิงมาจากที่ใด อย่างไร หรือมีผู้ทำให้เกิดเหตุครั้งนี้หรือไม่ พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ฝากเเสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับผลกระทบกับเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ และฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ดูเเลช่วยเหลือประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน และความเสียหายของผู้สูญเสีย

พนักงานที่มาทำงานในวันเกิดเหตุ เล่านาทีชีวิตให้ฟังว่า วันนี้ทั้งโรงงานมีพนักงานมาทำงานล่วงเวลา 21 คน ช่วงประมาณเที่ยง ขณะที่กำลังกินข้าวกันอยู่ ก็เกิดไฟไหม้ขึ้น ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันออกมา พอแน่ใจว่ารอดแล้ว จึงเช็คว่าออกมาจากโรงงานครบ 21 คนหรือเปล่า ก็พบว่าเพื่อนหายไป 3 คน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ แต่สามารถช่วยออกมาได้ 2 คน เท่านั้น เพราะไฟไหม้อย่างรุนแรง

คุณเอ๋ เพื่อนสนิทของนางวรนุช (ผู้เสียชีวิต) เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า เพื่อนเป็นคนขยัน จิตใจดี สนุกเฮฮา ซึ่งปกติเพื่อนจะทำงานอยู่ชั้นสองเป็นพนักงานออฟฟิศตรวจสอบเอกสารต่างๆ และวันนี้เพื่อนก็มาทำงาน (OT) แต่ตนไม่ได้มาเนื่องจากเป็นวันหยุด ช่วงที่เกิดเพลิงไหม้ตนคิดว่า เพื่อนน่าจะกินข้าวอยู่ วิ่งออกมาไม่ทัน เพราะปกติเพื่อนจะกินข้าวที่โต๊ะทำงานเลย พอรู้ว่าเพื่อนติดอยู่ข้างในโรงงาน และพบเป็นศพก็รู้สึกเสียใจ เสียดายเพื่อนดีๆ คนนี้ ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้ว นอกจากนี้คุณเอ๋ ยังบอกอีกว่า นางวรนุช มีลูกชายหนึ่งคน ซึ่งได้พยายามติดต่อไปแจ้งข่าวแล้ว แต่ยังติดต่อไปได้ แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้ดวงวิญญาณเพื่อนไปสู่สุคติด้วย

เรื่องเด่น

ระทึก เก๋ง 3 แม่ลูกยางแตกชนรถผู้ว่าฯ ชัยภูมิคนใหม่ เจ็บ 5 สาหัส 1

รถเก๋ง 3 แม่ลูกยางระเบิด เหวี่ยงไปชนปะทะกับรถของผู้ว่าฯ ชัยภูมิ คนใหม่ ตกข้างทาง เด็ก 2 ขวบเจ็บสาหัส กระเด็นออกนอกรถคู่กรณี 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.) เมื่อเวลา 12.00 น. รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ของนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ที่เพิ่งย้ายมาจากจังหวัดเพชรบุรี ได้ประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถยนต์เก๋งของชาวบ้าน ที่บริเวณถนนสายชุมแพ-อำเภอภูเขียว บริเวณหน้าร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ตำบลโคกสะอาด อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย โดยนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น 1 ในผู้บาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณแขนด้านซ้าย ซึ่งผู้ว่าฯ ชัยภูมิ ได้นั่งรถนั่งส่วนบุคคลยี่ห้อ โตโยต้า ฟอร์จูเนอร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน 4903 กรุงเทพมหานคร รวมทั้งผู้ที่นั่งมาด้วย 3 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเพราะทุกคนสวมเข็มขัดนิรภัย เจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.ภูเขียว 

ขณะที่รถคู่กรณีเป็นรถยนต์นิสสัน สีขาว หมายเลขทะเบียน 8189 จังหวัดเลย มีผู้บาดเจ็บรวม 3 ราย โดย ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ ได้ไปดูสอบถามอาการของผู้บาดเจ็บที่ รพ.ภูเขียว อย่างเป็นห่วง เนื่องจาก 1 ใน 3 ราย เป็นเด็กที่นั่งมาในรถคู่กรณี อายุ 2 ขวบ ได้กระเด็นออกนอกรถและเจ็บสาหัส และส่งตัวต่อที่โรงพยาบาลขอนแก่น

จากการสอบถาม นายกอบชัย ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เล่าว่า ตนได้ให้คนขับรถพาไปดูงานทูบีนัมเบอร์วัน ที่จะมีการตรวจและมีคณะกรรมการเดินทางมาตรวจงานในวันนี้ ที่โรงเรียนบ้านเดื่อวิทยาคาร อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ก่อนที่จะไปถ่ายรายการที่จังหวัดขอนแก่น ระหว่างที่พลขับขับรถมาตามถนนสายดังกล่าว พบว่ารถคู่กรณีได้ยางแตก ก่อนเสียหลักหมุนขว้าง ทำให้คนขับรถของตนหักหลบ ก่อนที่จะเสียหลักตกลงไปข้างทาง

ทั้งนี้ ในส่วนในทางคดีเจ้าหน้าที่ สภ.ภูเขียว จะได้ตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

เรื่องเด่น

ตู้อินเตอร์เน็ตในโรงเรียนไฟรั่ว ดูดเด็กชาย ป.3 ครูปั๊มหัวใจช่วย สุดท้ายเสียชีวิต

 ตำรวจ สภ.วังเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันลงพื้นที่โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ตรงข้ามโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทล หมู่ที่ 6 ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง หลังมีเหตุตู้อินเตอร์เน็ตไฟดูด ด.ช.พัชรพล อายุ 9 ปี นักเรียนชั้น ป.3 เสียชีวิต

จากการสอบถามนายวุฒิชัย ผ่องใส ผอ.โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ เปิดเผยว่า ตอนที่เกิดเหตุประมาณเกือบ 9.00 น. มีผู้ปกครองเด็กนักเรียนคนหนึ่งตะโกนเรียกครูในโรงเรียนว่า มีเด็กนอนล้มฟุบอยู่ที่ข้างตู้อินเตอร์เน็ต คุณครูจีงรีบวิ่งเข้ามาช่วย เมื่อตนเองมาถึงก็มองเห็นความผิดปกติ เนื่องจากมือของเด็กชายรายดังกล่าว แตะอยู่ที่ขาของตู้อินเตอร์เน็ตจึงคิดว่าเด็กถูกไฟดูดอย่างแน่นอน

จึงพยายามช่วยชีวิตและดึงร่างออกมา ซึ่งตอนนั้นเด็กหมดสติไปแล้วแต่ชีพจรเด็กอ่อนมาก ครูจึงช่วยกันปั๊มหัวใจ และตอนที่พาขึ้นรถส่งโรงพยาบาลนั้น ก็มีครูอีกสองคนขึ้นรถไปด้วยเพื่อปั๊มหัวใจเด็กตลอดเวลาจนถึงรพ.วังเหนือ แต่สุดท้ายเด็กก็มาเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งตู้อินเตอร์เน็ตดังกล่าวเป็นของกสทช.ที่มาติดให้โรงเรียนทางโรงเรียนและติดได้ยังไม่ถึงปี

ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมาทำให้พื้นที่บริเวณที่เด็กถูกไฟดูดเปียก แต่ช่วงที่ไฟดูดเด็กนั้นไม่มีใครเห็นจนกระทั่งผู้ปกครองของเด็กรายหนึ่งผ่านมาพอดีก่อนที่จะเรียกครูให้ช่วยดังกล่าว

ด้านนายนายประภาส อึ้งตระกูล นายอำเภอวังเหนือ เปิดเผยว่า ตู้อินเตอร์เน็ตในลักษณะแบบนี้เท่าที่ทราบในพื้นที่อำเภอวังเหนือมีประมาณ 3 ตู้ ตอนนี้ตนเองได้แจ้ง จนท.ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด และสั่งการให้ปิดตู้ดังกล่าวก่อนจนกว่าจะแก้ไขตรวจสอบแล้วเสร็จ ตอนนี้ยังรอผลการตรวจสอบของการไฟฟ้าและพนักบริษัทเอกชนที่รับช่วงติดตั้งตู้อินเตอร์เน็ตจาก กสทช.ก่อน

ทั้งนี้เบื้องต้นจากที่ได้รับรายงาน คาดว่าสาเหตุมาจากการเชื่อมต่อสายไฟ จากหม้อมิเตอร์ของไฟฟ้า เพื่อมาเข้าระบบการจ่ายไฟของตู้อินเตอร์เน็ตอาจผิดจุด หรือผิดขั้วกัน จนอาจจะทำให้เกิดไฟรั่วตอนนี้ จนท.กำลังตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอยู่

เรื่องเด่น

บุกยิงถึงบ้าน “เอ ฅนแต่งหน้าศพ” จิตอาสาคนดัง เดชะบุญกระสุนเฉียดไปโดนหิ้งพระ

จิตอาสาคนดังถูกบุกยิงในห้องนอน เคราะห์ดีลูกกระสุนไปถูกหิ้งพระ รอดทั้งพ่อและลูกชาย 8 ขวบ ยันไม่เคยมีเรื่องกับใคร

เมื่อเวลา 22.00 น. (12 ก.ค. 63) พ.ต.ท.นิติภูมิ บุตรวงศ์ สารวัตรเวรสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน  ได้รับแจ้งมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนและยานพาหนะบุกยิงเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยแห่งหนึ่งในอำเภอศรีราชา หลังรับแจ้งจึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าไม่มีเลขที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ในซอยอัลลายน์ หมู่ 8  ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงนำกำลังไปยังที่เกิดเหตุที่ห้องเช่าดังกล่าว

พบนายปัฐติภาร บุญยี่ อายุ 41 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ชาวจังหวัดสุราษฏร์ธานี อยู่ในช่วงกำลังตกใจ ได้ให้ข้อมูลว่า ตนเองกับบุตรชายวัย 8 ปี กำลังกวาดบ้านที่บริเวณหิ้งพระ แต่แล้วก็มีเสียงดังปังจำนวน 1 นัด ที่บริเวณข้างหูด้านขวา และมีวัตถุตกลงพื้นในห้อง ตนเองจึงก้มดูก็พบว่าเป็นหัวกระสุนอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 ปลอก จึงได้ตั้งสติและได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยในสังกัดของตนเองให้มาช่วยเหลือ 

นายปัฐติภาร บุญยี่ ได้เปิดเผยว่า ตนเองไม่เคยมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกับใครเลยสักคนเดียว และไม่น่าเชื่อว่าตนเองจะมาถูกลอบยิงในครั้งนี้ ที่ผ่านมาก็อุทิศร่างกายและทรัพย์สินเพื่อที่จะได้มาช่วยเหลือคนเจ็บเก็บคนตาย และไม่คิดว่าตนเองจะมีคนมาหวังทำร้ายถึงชีวิต    

นายปัฐติภาร บุญยี่ ก็เคยได้ออกรายการตามโทรทัศน์มาแล้วหลายรายการ เป็นจิตอาสารับแต่งหน้าศพโดยไม่คิดเงิน และมีผู้ใจบุญมอบรถยนต์กระบะและรถยนต์ตู้ เพื่อสนับสนุนให้นายให้ปัฐติภาร บุญยี่ ได้ช่วยเหลือสังคมต่อไป จนได้รับฉายาว่า เอ ฅนแต่งหน้าศพ    

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อวิน พร้อมชุดสืบสวนก็ได้ลงพื้นที่เพื่อเตรียมแกะรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิดเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

เรื่องเด่น

จับแล้ว! ช่างภาพดัง ลวนลามนางแบบ เจ้าตัวให้การภาคเสธ

ช่างภาพลวนลาม 2 นางแบบสาว ยื่น 2 แสนบาทประกันตัว เจ้าตัวให้การภาคเสธ ยอมรับถ่ายแบบให้จริง แต่ไม่ได้ลวนลามหรืออนาจาร

นายธนากฤต หรือโอม อายุ 42 ปี ช่างภาพและเป็นพนกงานโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก  ซองกันกระแทกพลาสติกที่ก่อเหตุอนาจาร 2 นางแบบสาว ถูกตำรวจ สน.ท่าข้าม เข้าจับกุมได้ภายในบ้านพักย่านถนนเอกชัย เขตบางบอน กทม. เมื่อช่วงเย็นวานนี้ ในข้อหากระทำอนาจาร จากกรณีที่ 2 นางแบบสาว เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม

จากการสอบปากคำ นายธนากฤต ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นช่างภาพที่ถ่ายแบบให้กับนางแบบ ทั้ง 2 จริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำอนาจารและใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายรายใดทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการยินยอมพร้อมใจนัดหมายไปถ่ายแบบด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้น

โดยเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ญาติและทนายความนำเงินสดจำนวน 2 เเสนบาท มายื่นขอประกันตัวนายธนากฤตในชั้นพนักงานสอบสวน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวไป จากนี้พนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนมีความเห็นทางคดี ส่งพนักงานอัยการพิจารณามีความเห็นสั่งฟ้องต่อไป

เรื่องเด่น

โผล่อีก “หนุ่มใหญ่โอนไว” โอนเงินรวม 4 ล้าน ให้สาวในเฟซบุ๊กทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า

หนุ่มใหญ่สุดช้ำ เจอสาวในเฟซบุ๊กหลอกให้หลงรัก โอนเงินให้ 4 ล้าน ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า แถมถูกด่ากลับแบบเจ็บๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 ก.ค.) เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 ก.ค.63 ที่สำนักงานทนายความคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายปรีชา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี อดีตหัวหน้างานบริษัทผลิตถุงฟอยด์  ถุงเมทัลไลท์ ชาวจังหวัดสระบุรี เดินทางเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจาก นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อให้ช่วยเหลือติดตามเงินที่ถูกหลอกไปกว่า 4 ล้านบาท จาก นางสาวนิภาพร หรือ แจง อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ หลังรู้จักพูดคุยกันทางเฟซบุ๊กจนสนิทสนมคบหาเป็นแฟน และถูกหลอกให้โอนเงินไปทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้า

นายปรีชา กล่าวอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิตว่า เมื่อปี 2561 ตนเองรู้จักกับน้องจอยทางเฟซบุ๊ก พูดคุยกันตลอดทั้งวันทั้งคืนจนคบหาเป็นแฟน หลังจากนั้นน้องจอยก็บอกว่าคุณพ่อเสียชีวิตไม่มีเงินจัดงาน เลยโอนไปให้ 40,000 บาท เพื่อช่วยเหลือ หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็มาบอกว่าคุณแม่เสียอีก พร้อมถ่ายรูปในงานศพมาให้ดูตนก็ช่วยงานไปอีก 40,000 บาท

จนกระทั่งวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนเองได้ขอเออรี่รีไทร์ออกจากงานที่ทำ และได้เงินสดมาอีกกว่า 2 ล้านบาท น้องแจงได้ทักเฟซบุ๊กมาบอกว่าตนเองมีที่ดิน 3 ไร่กว่าที่เชียงใหม่จะขาย แต่คนซื้อบอกว่าหน้าที่ดินแคบ น้องเขาอยากซื้อที่ดินด้านข้างเพื่อให้หน้ากว้างจะได้ขายได้ ตนจึงโอนเงินทางโทรศัพท์ไปให้น้องแจง 1.3 ล้านบาทในวันนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขาย ก็คิดว่าเป็นช่วงโควิด-19 ระบาด คงซื้อขายกันไม่สำเร็จ

จากนั้นน้องแจงได้เขียนจดหมายเป็นหลักฐานข้อความว่าจะอยู่กินเป็นสามีภรรยากับตน ขอให้ตนมั่นใจได้ พร้อมปรับทุกข์ว่าไม่มีเงินใช้ที่ดินก็ไปจำนอง แถมไปค้ำประกันเพื่อนซื้อรถจนถูกออกหมายจับ ตนเองเกิดความสงสารเลยโอนเงินไปให้อีกหลายแสนบาท เพื่อไถ่ถอนที่ดินและช่วยเหลือคดีที่ไปค้ำประกัน รวมแล้วที่ผ่านมามีสลิปโอนเงินเป็นหลักฐานกว่า 4 ล้านบาท

จนทุกวันนี้เหลือเงินติดกระเป๋าในชีวิตเพียงหมื่นกว่าบาท ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาเคลียร์บัตรเครดิต และผ่อนรถที่ใช้อยู่ บางครั้งอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด ที่เจ็บช้ำใจคือพอตนไปทวงเงินฝ่ายหญิงก็ต่อว่ากลับมาว่า “โง่แล้วโง่อีก จะมาอะไรมากมายกับเขา” ตนเองไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากทนาย ให้ช่วยติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงไปด้วย

ด้าน ทนายรณณรงค์ กล่าวว่า จากกรณีที่มีผู้เสียหายมาร้องเรียนถูกหลอกโอนเงิน ก่อนอื่นต้องตรวจสอบหลักฐานว่าเป็นการให้เงินโดยเสน่หา หรือเป็นการฉ้อโกง แต่เบื้องต้นผู้เสียหายได้เข้าไปแจ้งความในพื้นที่ๆ สภ.เสาไห้ แล้ว  ต้องมาตามต่อว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินคดีอย่างไร

ตั้งแต่ตนทำคดีมายอมรับเลยว่า เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกที่ผู้เสียหายเสียเงิน 4 ล้านบาท ให้ทั้งที่ๆ ยังที่ไม่เคยแม้แต่จะเจอหน้ากันเลย คดีนี้ยอมรับว่าเหนื่อย เพราะมีประเด็นว่าให้เพราะเสน่หาหรือให้ยืมหรือเป็นคดีฉ้อโกง การโอนแต่ละครั้ง มี 1.3 ล้านบาท คือมากสุด อาจจะเป็นประเด็นเรื่องฉ้อโกง ต้องมาดูรายละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้ ทนายรณณรงค์ฝากเตือนเรื่องรักออนไลน์ ถ้ามีการโอนเงินอยากให้เจอตัวกัน และลองคบหาดูใจก่อนที่จะโอนเงินไปให้อีกฝ่าย

เรื่องเด่น

เมียไม่เชื่อผัวผูกคอตาย พิรุธศพมีรอยเชือดอวัยวะเพศ เชื่อถูกเจ้าหนี้นอกระบบฆ่าทิ้ง

หนุ่มใหญ่ถูกพบผูกคอตายในบ้าน แต่เมียและคนในหมู่บ้านเชื่อว่าเป็นการฆาตกรรม เจ้าหนี้นอกระบบเชือดไก่ให้ลิงดู

วันนี้ (8 ก.ค. 63) ที่วัดสว่างมนาวาส บ้านเหมือดแอ่ ม.7 ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น สถานที่ตั้งสวดอภิธรรมศพ นายยอดชาย อายุ 46 ปี พนักงานโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลชาวบ้านเหมือดแอ่ ซึ่งพบผูกคอตัวเองตายในบ้านพัก พบศพช่วงหัวค่ำวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สภาพศพใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำ สวมกางเกงกีฬาสีฟ้าขาสั้น มีเชือกลูกเสือสีแดงมัดที่คอกับโยงขื่อในห้องนอน เท้ายืนอยู่ที่พื้นห้อง งอเข่า มีเลือดไหลอาบช่วงล่าง ลูกและญาติพี่น้องได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเรือ มาตรวจที่เกิดเหตุและชันสูตรศพผู้ตาย ญาติติดใจการผูกคอตายที่มีเลือดไหลอาบร่าง จึงส่งศพตรวจพิสูจน์ที่นิติเวช รพ.ศรีนครินทร์

จากนั้นญาติพี่น้องจึงไปรับศพที่นิติเวช มาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดในหมู่บ้าน ซึ่งในงานศพพบมารดา ภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมงานศพอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางความเคลือบแคลงของทุกคนที่ทราบเรื่อง และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เชื่อว่าผู้ตายจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย พร้อมทั้งพาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ดูที่เกิดเหตุภายในบ้านซึ่งอยู่ห่างจากวัดไม่ไกล

นางยุพิน อายุ 41 ปี ภรรยาผู้ตาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันที่สามีเสียชีวิตไม่อยู่บ้าน เพราะหนีเจ้าหนี้ไปที่จังหวัดบึงกาฬ เนื่องจากกู้เงินจากนายทุนเงินกู้นอกระบบมาใช้เอง จำนวน 10,000 บาท และกู้ให้เพื่อนอีก 2 คน จำนวน 70,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท ซึ่งเป็นชื่อของตนเองที่เป็นคนยืม และต้องส่งคืนเป็นรายวันๆ ละ 4,000 บาท ยืมมาแรกๆ มีเงินจ่าย เพราะรับจ้างตัดอ้อย ส่วนสามีก็รับจ้างทำงานก่อสร้างมาตลอด แต่ช่วงโควิด-19 ไม่มีงาน จึงไม่ค่อยมีเงินจ่ายดอกเบี้ยและเงินกู้นอกระบบรายวัน

ส่วนเพื่อน 2 คนเมื่อกู้เงินได้ ก็ไม่จ่ายและหลบหนีไป จึงต้องหาเงินมาจ่ายนายทุนเอง เมื่อไม่มีเงิน จึงจะไปยืมเพื่อนที่จังหวัดบึงกาฬมาจ่ายเงินกู้นอกระบบ ซึ่งการเดินทางไปที่จังหวัดบึงกาฬ ตนบอกสามีและลูกว่า จะไปเที่ยวและเยี่ยมเพื่อนเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าไปยืมเงิน สามีก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนลูกชาย 2 คน ก็กำลังเรียน โดยคนโตเรียน ปวช.ปี 1 คนเล็กเรียนชั้น ป.1 เมื่อเดินทางถึงจังหวัดบึงกาฬเวลาประมาณ 5 โมงเย็น จึงโทรศัพท์หาลูกชายคนเล็ก ซึ่งทราบว่าเล่นอยู่บ้านเพื่อน ห่างจากบ้านตัวเองไม่ไกลจึงให้ลูกชายถือโทรศัพท์กลับบ้านเพื่อจะคุยกับสามี

แต่เมื่อลูกชายกลับถึงบ้านก็เข้าห้องนอนพ่อไม่ได้ เพราะห้องถูกล็อกลูกบิด จึงไปเรียกพี่ชายที่บ้านเพื่อนกลับบ้าน ลูกชายคนโตกลับถึงบ้าน จึงเข้าห้องนอนตัวเอง ปีนผนังห้องนอน ข้ามไปยังห้องของพ่อ เพื่อจะปลดล็อก ปรากฏว่าพบพ่อผูกคอตาย จึงให้น้องชายไปบอกญาติพี่น้องว่าพ่อผูกคอตาย เมื่อญาติพี่น้องมาดูศพ พบว่าไม่ใช่การผูกคอตาย น่าจะเป็นการถูกฆ่า เนื่องจากปลายเท้ายังอยู่ที่พื้น และมีเลือดไหลออกจากร่างกาย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเรือ มาตรวจที่เกิดเหตุและชันสูตรศพสามี

ซึ่งจากคำบอกเล่าของลูกชาย ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ทราบว่า สามีถูกของมีคมปาดที่อวัยวะเพศและลูกอัณฑะหลายแผล เหมือนกับขริบเพื่อทรมานผู้ตาย เป็นเหตุให้เลือดไหลมาที่ขา พร้อมทั้งตามร่างกายมีร่องรอยฟกช้ำเหมือนถูกทำร้าย และทุกคนเชื่อว่า สามีถูกคนร้ายลักลอบเข้ามาในบ้านแล้วลงมือฆ่า จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเรือ ช่วยสืบสวนสอบสวนหาตัวคนที่ลงมือมาดำเนินการตามกฎหมายด้วย เพราะไม่เช่นนั้น ครอบครัวจะยังไม่เผาศพสามี จนกว่าผลพิสูจน์ของแพทย์นิติเวช รพ.ศรีนครินทร์ จะออกมา

นายประดิษฐ์ ติดใจกับสภาพศพผู้ตายที่ดูผิดธรรมชาติ

ขณะที่ นายประดิษฐ์ อายุ 58 ปี เพื่อนรุ่นพี่ของผู้ตาย และเป็นคนที่เห็นสภาพศพ เห็นบาดแผลในร่างกายผู้ตาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การตายของนายยอดชายในครั้งนี้ คนลงมือทำทุกอย่างเสมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะเท่าที่ได้ยินเพื่อนบ้านพูดเล่าต่อกันมาทราบว่า ก่อนที่นายยอดชายจะเสียชีวิตนั้น ภรรยาก็หนีไปต่างจังหวัด ลูกชายสองคนก็ไปเล่นกับเพื่อนๆ มีคนเห็นชายฉกรรจ์ขับรถยนต์มีทั้งรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รถเก๋ง และรถกระบะแต่งซิ่ง มาเรียกหานางยุพิน ภรรยานายยอดชาย เพื่อจะเก็บหนี้เงินกู้นอกระบบ ซึ่งนางยุพินไม่อยู่ มีเพียงนายยอดชาย สามีอยู่ที่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกันหรือไม่ เพราะการผูกคอตายในลักษณะเช่นนี้ไม่น่าเป็นไปได้ ชาวบ้านจึงพากันติดใจ สงสัยการตายของนายยอดชายในครั้งนี้ และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมคนร้ายที่ลงมือฆ่านายยอดชายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ซึ่งตนเองเป็นคนที่เดินทางไปรับศพและเห็นบาดแผลของนายยอดชาย ซึ่งพบว่าลักษณะบาดแผลที่อวัยวะเพศเกิดจากของมีคมกรีดที่ปลายอวัยวะเพศและรอบอัณฑะ เหมือนจะทรมานผู้ตายก่อนจนผู้ตายเสียชีวิตแล้วนำร่างไปผูกกับเชือกลูกเสือ ผูกกับขื่อบ้านในห้องนอนนายยอดชาย และลักษณะการตายศีรษะของผู้ตายเอียงไปทางปมเชือกซึ่งผิดไปจากธรรมชาติของการฆ่าตัวตายที่จะต้องพับลงในฝั่งตรงข้ามกับปมที่ผูก และมือทั้ง 2 ข้างกำแน่น ลิ้นไม่จุกปาก

เพราะปกติการผูกคอตายตามที่ตนเองเคยออกช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พบศพมาหลายศพ หากเป็นการฆ่าตัวตายด้วยเชือกมือจะไม่กำ แขนจะตกข้างลำตัว แต่ผู้ตายมีลักษณะเกร็งเหมือนขัดขืน และลิ้นต้องจุกปาก ทั้งนี้ ก็ต้องรอผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะสามารถตอบคำถามนี้ได้ว่า เป็นการฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม แต่ในความเห็นส่วนตัวนั้นไม่เชื่อว่านายยอดชายจะฆ่าตัวตาย มั่นใจว่ามีคนฆ่าและเป็นคนนอกพื้นที่ เพราะในหมู่บ้าน นายยอดชายถือว่าเป็นคนที่นิสัยดีมาก ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับชาวบ้านแม้แต่คนเดียว ไม่ดื่มเหล้า ไม่มีนิสัยอันธพาล ทำงานเลี้ยงดูครอบครัว ไม่เล่นการพนัน ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

นอกจากนี้ ในขณะที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่นั้น มีชาวบ้านมาบอกข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบในหมู่บ้านว่า มีทั้งหมด 13 ราย เป็นทั้งคนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจากจังหวัดนครราชสีมา ที่นำเงินมาปล่อยให้ชาวบ้านกู้ และเก็บดอกเบี้ยรายวัน โดยแต่ละรายจะมีการทำงานทั้งหมด 3 ขั้นตอน คือ คนปล่อยเงิน คนเก็บเงิน และคนทวงหนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่า จะมีชุดที่ 4 คือ ชุดลงมือฆ่าชาวบ้านด้วย จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของนายยอดชายในครั้งนี้ เพราะชาวบ้านเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเงินกู้นอกระบบ ไม่เชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

เรื่องเด่น

ช็อกทั้งหมู่บ้าน หนุ่มกลับจากกรุงเทพฯ มารอเกณฑ์ทหาร ตกดึกผูกคอตายคากุฏิพระ

หนุ่มวัย 21 กลับจากกรุงเทพฯ มารอเกณฑ์ทหารที่้บ้านเกิด ญาติเชื่อเพราะอาการป่วยทางจิต คิดว่าหมดเวรหมดกรรม

(6 ก.ค.63) เวลา 07.40 น. พ.ต.ต.ณัฐพงษ์ ส่องโสม สารวัตร(สอบสวน)สภ.หนองหาน ภ.จว.อุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตภายในกุฏิพระวัดศรีแก้วบัวบาน บ้านหนองตาใกล้ หมู่ที่ 4 ต.หนองเม็ก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจยังสถานที่เกิดเหตุ

หลังจากได้รับแจ้งเหตุรีบแจ้งหน่วยกู้ภัยอุดรส่งเสริมธรรมอุดรธานีจุดบริการอำเภอหนองหานออกไปช่วยเหลือ พร้อมออกตรวจยังสถานที่เกิดเหตุทันที ถึงที่เกิดเหตุพบชาวบ้านที่ทราบข่าวมามุงดูอยู่จำนวนหนึ่ง ตรงที่เกิดเหตุเป็นกุฏิไม้สองชั้น พบศพผู้เสียชีวิตใช้สายรัดประคดเอวของพระ ผูกกับไม้วงกบประตูเข้าห้องนอน สภาพศพสวมเสื้อยืดสีขาวคาดฟ้า กางเกงสีขาวขาสั้น ตรวจตามร่างกายไม่มีบาดแผลจากการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ทราบชื่อผู้ตายคือ นายธงชัย อายุ 21 ปี พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบซึ่งต่อมาป้ามาเห็นศพหลานชาย ทำใจไม่ได้ร้องให้โฮพร้อมกับบอกหลานว่าให้ไปสู่สุขติ หมดกรรมหมดเวรแล้ว ซึ่งญาติไม่ติดใจเหตุเสียชีวิต โดยสาเหตุอาจเกิดจากความเครียด ผู้ตายเพิ่งมาจากกรุงเทพฯ กลับมาบ้านเพื่อจะมารอรับการคัดเลือกทหาร ประกอบกับผู้ตายมีอาการป่วยทางจิตต้องกินยาเป็นประจำ

นายจันทร์ธร ผู้มาพบศพคนแรกในตอนเช้าบอกว่า ช่วงบ่ายวันที่ 5 ก.ค. 63 ผู้ตายได้ขับรถจักรยานยนต์มาจอดใต้ถุนกุฏิและบอกว่าขอพักนอนหนึ่งคืน ตนก็บอกให้ขึ้นไปนอนบนห้องชั้นสองเพราะผู้ตายเคยบวชที่วัดนี้มาก่อน พอช่วงเช้าตนขึ้นไปเรียกเจอเป็นศพแล้ว

เรื่องเด่น

เค้นสอบ “ซาริม” ผู้ต้องสงสัยฆ่าโหดเด็กหญิง 5 ขวบ อุ้มไปต่อหน้าต่อตาเพื่อนรุ่นพี่

จากกรณีสะเทือนขวัญ พบศพเด็กหญิงชาวเมียนมา อายุ 5 ขวบ บริเวณชุมชนมูฮายีรีน ตำบลแม่สอด อ.แม่สอด หลังจากทางญาติไปแจ้งความว่า พบศพเด็กบริเวณชุมชน และพบร่องรอยจากการถูกทำร้าย มีเชือกมัดมือมัดเท้าและปลดเสื้อผ้าออก 

เบื้องต้นได้สืบสวนหาข้อมูลและได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้หนึ่งรายทราบชื่อนาย ซาริม ไม่มีนามสกุล อายุ 30 ปี สัญชาติเมียนมาพนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ซึ่งผู้ต้องสงสัยที่เคยต้องโทษคดีข่มขืนมาแล้วและมีอาศัยหลบซ่อนตัวใกล้กับจุดเกิดเหตุ โดยตำรวจได้ควบคุมตัวและต้องรีบนำตัวออกจากจุดเกิดเหตุโดยทันที เนื่องจากถูกกลุ่มชาวบ้านต่างจะเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ จึงรีบนำตัวเข้าห้องสอบสวน สภ.แม่สอด โดยมีการสอบสวนเครียดนานหลายชั่วโมงโดยยังไม่เป็นที่เปิดเผยข้อมูล


ซึ่งจากการสอบสวน เด็กหญิงมอโซ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญเล่าว่า เมื่อช่วงเย็นวานที่ผ่านมามีฝนตกเล็กน้อย ตนเองกับผู้ตายได้ชวนกันวิ่งเล่นนอกบ้านพัก จากนั้นได้มีนายนายซาริม ผู้ต้องสงสัยมาอุ้มตัวเด็กหญิงไปโดยไม่ทราบทิศทางตนเองจึงรีบวิ่งกลับบ้านไปบอกให้มารดาของเด็กหญิงทราบเรื่อง

จนเวลาต่อมามารดาเด็กหญิงที่ถูกอุ้มหายตัวพร้อมชาวบ้านได้ออกตามหาตัวเด็กหญิง แต่ก็หาไม่พบตัว มารดาเด็กจึงเข้าไปแจ้งความขอให้ตำรวจ สภ.แม่สอด ช่วยออกติดตามหาตัว จนเวลาผ่านไปถึงช่วงสายวันนี้ได้มีชาวบ้านพบศพเด็กหญิงซูฮาน่า ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมโหดหมกศพอำพรางคดีอยู่ในโพรงหญ้าห่างจากบ้านเด็กหญิงไกลกว่า 200 เมตร

ล่าสุดผู้ต้องสงสัยยังไม่ยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ส่วนเจ้าหน้าที่มั่นใจว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้อาจจะเป็นคนร้ายโรคจิตที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญในครั้งนี้ เนื่องจากถนนสายเกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งสอบเครียดผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับได้อย่างละเอียดแล้ว

เรื่องเด่น

หลวงพ่อโตช่วยปัดเป่า หนุ่มซิ่งกระบะฝ่าสายฝนพุ่งชนร้านค้า 4 ชีวิตรอดหวุดหวิด

หลวงพ่อโตช่วยหวิดสลด หนุ่มซิ่งกระบะฝ่าสายฝนพุ่งชนร้านค้าพังยับ เดชะบุญเจ้าของร้านพร้อมหลาน รวม 4 คน รอดหวุดหวิด ขณะที่คนขับเผยสุดซวยหลังขับรถจะไปดูญาติรถชน จู่ๆ ยางระเบิดคุมรถไม่อยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (4 ก.ค.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งมีเหตุรถกระบะพุ่งชนร้านค้าขายตัวตัดเทป ที่ตัดเทปพังเสียหายบริเวณริมถนนโพธิพระยา-ท่าเรือ หมู่ที่ 5 ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะอีซูซุ D-Max 4 ประตู สีขาว หมายเลขทะเบียน 6813 สิงห์บุรี พุ่งชนเข้าไปในร้านค้าจนหลังคาและตัวร้านพังเสียหาย ข้าวของที่อยู่ภายในร้านกระจายเกลื่อน นอกจากนี้ ยังมีรถจักรยานยนต์ 2 คัน และรถตีนาที่ถูกชนจนเครื่องยนต์กระเด็นหลุดจากคัสซีรถไปกองอยู่ด้านข้าง ในที่เกิดเหตุไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

จากการสอบถาม นายเด่นชัย อายุ 47 ปี คนขับรถกระบะ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองขับรถออกจากตัวเมืองอ่างทองมุ่งหน้าไปที่แยกหน้าโคก อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังญาติประสบอุบัติเหตุ โดยขับมาตามถนนสายดังกล่าว ซึ่งกำลังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อยู่ๆ ยางหน้าด้านซ้ายก็เกิดระเบิด ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนทั้งโรงรถและร้านค้าริมถนนอย่างแรง จนกำแพงพังลงและรถทะลุเข้าไปในร้าน เมื่อรู้สึกตัวตนจึงรีบออกมาจากตัวรถและรีบเข้าไปดูภายในร้านค้าว่ามีผู้ใดได้รับอันตรายหรือไม่

ขณะที่ นางจันทร์สม อายุ 53 ปี เจ้าของร้านที่ยังอยู่ในอาการตกใจ บอกว่า ปกติหลานของตนทั้ง 3 คน จะมาวิ่งเล่นบริเวณจุดที่รถพุ่งเข้าชน แต่วันนี้มีฝนตกลงมาตนจึงพาหลานทั้ง 3 คน เข้าไปอาบน้ำ และนั่งป้อนข้าวอยู่ด้านในห้องส่วนตนก็รีดชุดนักเรียนให้หลานๆ อยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังโครมใหญ่จึงรีบวิ่งออกมาดูก็ถึงกับช็อก เพราะรถคันดังกล่าวพุ่งชนร้านค้าเข้ามาจนถึงห้องนอน ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ด้าน นายสมนึก อายุ 59 ปี สามีของนางจันทร์สม บอกว่า เป็นเพราะบารมีหลวงพ่อโตที่ตนเองนำรูปมาติดไว้ที่บริเวณหน้าห้องนอน ทำให้ช่วยปัดเป่าให้รถไม่พุ่งเข้าไปในห้องนอน ซึ่งหลานทั้ง 3 คน และภรรยาของตน เข้าไปแต่งตัวกันหลังจากอาบน้ำเสร็จ ซึ่งหากเกิดเหตุช้าหรือไวกว่านี้น่าจะมีคนที่ได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมทั้งเชิญตัวนายเด่นชัยมาสอบสวนที่ สภ.เมืองอ่างทอง เพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และดำเนินคดีในข้อหาขับรถประมาทต่อไป

เรื่องเด่น

ช่างภาพหื่นปล้ำนางแบบสาววัย 19 ย่องมอบตัวตำรวจ อ้างอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ได้เจตนา

จากกรณีสาวสวยวัย 19 ปี พนักงานโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล นัดถ่ายภาพกับช่างภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก แล้วตกเป็นเหยื่อช่างภาพพยายามจะปลุกปล้ำภายในห้องน้ำของสระว่ายน้ำแห่งหนึ่ง ในพื้นที่รับผิดชอบของสภ.หนองปรือ แต่สาวผู้เคราะห์ร้ายหนีเอาตัวรอดมาได้ จึงได้มาโพสต์ข้อความลงบนสังคมโซเชียล ทำให้มีผู้คนแชร์และแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก

จากนั้นผู้ก่อเหตุจึงติดต่อขอโทษ ยอมรับควบคุมตัวเองไม่อยู่ จนกระทั่งฝ่ายหญิงสาวผู้เสียหายได้ตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความร้องขอความเป็นธรรมตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 17.30 น. (2 มิ.ย.63) พ.ต.อ.ชิดเดชา สองห้อง ผกก.สภ.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้เปิดเผยว่าจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ผู้เสียหายก็ได้มาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน หลังได้รับแจ้งแล้วก็ได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย รวมไปถึงตรวจสอบในสถานที่เกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ สภ.หนองปรือ ต่อมาผู้ก่อเหตุก็ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนและได้สอบปากคำ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยผู้ก่อเหตุก็ให้การรับสารภาพ

ในด้านของสภาพจิตใจของฝ่ายผู้เสียหายก็ยังไม่อยากให้การอะไรเพิ่มเติมมากนัก จะเล่าเพียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ในส่วนของฝ่ายผู้ก่อเหตุก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ก็ยอมรับว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด

นอกจากนี้ก็ขอฝากเตือนกลุ่มผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเคสนี้ผู้เสียหายเป็นผู้หญิงและเดินทางมาคนเดียว โดยการติดต่อกันโดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็ไม่ควรจะเดินทางมาคนเดียวเพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ ต้องมีความระมัดระวังในตัวเองด้วย

เรื่องเด่น

หนุ่มเมาได้ที่ อยากลองรถวิบาก แต่ไม่รู้ทาง ซิ่งตกบ่อทรายสูง 4 เมตร!

หนุ่มเมาได้ที่ อยากลองรถวิบาก แต่ไม่รู้ทาง ซิ่งตกบ่อทรายสูง 4 เมตร!

เมื่อเวลา 21.00 วันที่ 30 มิ.ย. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างเหตุ บ้านทุ่งเหียง รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ตกไปในบ่อทราย ลึกกว่า 4 เมตร ช่วงบริเวณซอยหลังโรงเรียนหนองเสม็ด หมู่ 1 ต.บ่อกวางทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 125 สีน้ำเงินแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนแต่งเป็นรถจักรยานยนต์วิบาก สภาพด้านหน้าพังยับเยิน

ข้างกันพบผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1ราย เป็นชาย มีอาการปวดแผ่นหลัง ทราบชื่อต่อมา นายคมคัมภีร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พนักงานโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ เจ้าที่กู้ภัยช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลบ่อทอง

จากการสอบถาม เพื่อนของผู้บาดเจ็บ ที่ขี่มาด้วยกัน ให้การว่า เพื่อนของตนมีอาการมึนเมาสุรา และพึ่งแต่งรถเสร็จ จึงนำรถมาขี่ลองในบ่อทรายเพราะรถแต่งเป็นวิบาก แต่มาถึงจุดที่เกิดเหตุ มีร่องขุดตรงทางเพิ่มเติม จึงทำให้ตกลงไปในบ่อทราย โชคดี ที่แค่บาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงกับเสียชีวิต อาจเป็นปฎิหารย์ช่วย ซึ่งคาดว่าเพื่อนคงคิดว่าทางไปได้ เพราะปรกติก็ผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ

เรื่องเด่น

“น้องเนย” ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมา เผย อโหสิกรรมให้จ่าคลั่งแล้ว

นครราชสีมา – ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า อาการ นายฐิรัฐติกาล นอบไทย หรือ “น้องเนย” หนุ่มบิ๊กไบค์พลเมืองดี ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือประชาชน บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช แล้วถูกคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายเดือน ก่อนที่อาการจะดีขึ้นตามลำดับ และแพทย์อนุญาตให้น้องเนย กลับบ้านได้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันนี้ (30 มิถุนายน 2563) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของน้องเนย พบกับครอบครัวน้องเนย ซึ่งอยู่กับแม่ และน้องชาย บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยน้องเนยอยู่ระหว่างทำกายภาพบำบัดแขนข้างซ้าย ที่มีบาดแผลขนาดใหญ่จากการถูกคมกระสุนอาวุธสงครามทำลาย จนสูญเสียความรู้สึกไปบางส่วน จึงต้องพยายามทำกายภาพบัดบัดด้วยการยืนข้างผนังยกมือข้างซ้ายขึ้นทำปูไต่ ให้ยกมือได้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีนางอำพร นอบไทย ผู้เป็นแม่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง ขณะเดียวกันบริเวณที่จอดรถข้างบ้าน พบว่ามีรถเก๋งยี่ห้อ นิสสันมาร์ซ สีฟ้า เลขทะเบียน ขษ 2703 นครราชสีมา จอดอยู่ โดยน้อยเนยบอกว่ารถคันนี้เป็นรถยนต์คันแรกที่ใช้เงินจากน้ำพักน้ำแรงการทำงาน ซื้อมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว จึงรักมาก และอยากแข็งแรงกลับมาขับรถคันนี้ให้ได้เร็วๆ ดังนั้นน้องเนยจึงได้เดินลงมาสตาร์ทรถให้ดู พร้อมกับชู 2 นิ้ว เพื่อบอกทุกคนว่าตอนนี้มีกำลังใจดีมากแล้ว

นายฐิรัฐติกาล นอบไทย หรือ “น้องเนย” กล่าวว่า ช่วงที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ตนเองก็คิดถึงบ้านตลอดเวลา บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้ โดยเฉพาะช่วงที่เข้าผ่าตัด จะรู้สึกกลัวมาก แต่ได้กำลังใจจากประชาชนที่ส่งมาให้ในโลกโซเชียล ที่แม่นำมาให้อ่านทุกวัน ทำให้รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาก เพราะรู้ว่ายังมีคนอีกหลายคนที่คอยส่งกำลังใจให้เราอยู่ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนเองก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด พร้อมให้อโหสิกรรมทุกอย่าง และคิดเสมอว่าคงจะเป็นกรรมของเราที่เคยทำไว้เมื่ออดีตชาติ ดีแค่ไหนแล้วที่เรายังรอด เพราะคนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งฮีโร่ที่เข้าไปช่วยต้องสูญเสียชีวิตไปหลายคน ตนเองไม่อยากเอาไปเปรียบกับฮีโร่เหล่านั้น และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่เลย เพียงแต่เห็นคนได้รับบาดเจ็บก็เข้าไปช่วยตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป เมื่อได้กลับมาบ้านแล้ว ตนเองก็รู้สึกดีใจมาก เพราะได้มาอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคย ได้อยู่กับครอบครัว วันแรกที่กลับมาบ้านนั้น สิ่งแรกที่ทำคือเดินไปสตาร์ทรถเก๋งที่ตนเองรักและหวงมาก อยากกลับมาขับรถได้เหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ตอนนี้แพทย์บอกว่า อย่าใช้แรงมาก โดยเฉพาะแขนซ้ายที่กระดูกยังไม่ยึดดีนัก ต้องใช้เวลาทำกายภาพบำบัดไม่ต่ำกว่า 1 ปี ถึงจะกลับมาใช้งานได้

ตั้งแต่มานอนอยู่ที่บ้านก็หลับสบายไม่ฝันอะไรเลย ต่างกับอยู่ที่โรงพยาบาลนอนหลับฝันทุกคืน ถึงอย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือตนเอง จนอาการดีขึ้นมาก โดยเฉพาะคุณหมอ และพยาบาล ที่คอยดูแลรักษาตนเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้ขอฝากขอบคุณไปยังประชาชนที่ให้กำลังใจผ่านทางโลกโซเชียลทุกคนว่า หากไม่มีกำลังใจจากเขาเหล่านี้ตนเองก็คงจะมีชีวิตอยู่ด้วยความสิ้นหวังแน่นอน

ด้านนางอำพร นอบไทย อายุ 49 ปี พนักงานโรงงานตัวตัดเทป ที่ตัดเทป แม่ของน้องเนย กล่าวว่า สำหรับอาการของน้องเนยตอนนี้ ยังต้องไปรักษาตัวตามที่แพทย์นัด โดยวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ก็จะไปหาแพทย์เพื่อดูแผลติดเชื้อ เนื่องจากในช่องท้องยังมีหนองออกมาอยู่ และในวันที่ 16-20 กรกฎาคม ก็จะไปหาแพทย์ที่ดูแลส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกรอบ ทั้งนี้ตลอดเวลาเกือบ 5 เดือนในการรักษาน้องเนย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางรัฐบาลเป็นผู้ออกให้ จึงไม่รู้สึกกังวลอะไรในส่วนนี้ แต่ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องของการใช้ชีวิตในการทำงานหลังจากนี้ เพราะร่างกายของน้องเนยไม่เหมือนเดิม จะหางานทำที่ไหนก็ยาก ไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป จึงอยากให้หน่วยงานรัฐช่วยหางานที่เหมาะสมให้น้องเนยทำ ซึ่งโดยส่วนตัวก็อยากจะให้น้องเนยได้รับราชการ จะเป็นตำแหน่งอะไรก็ได้ เพื่อให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

เรื่องเด่น

บุกช่วย “พยาบาลสาว” เหยื่อแฟนหนุ่มลักพาตัวทำร้าย กักขังในรีสอร์ท 3 วัน

ตำรวจบุรีรัมย์บุกช่วยเหลือพยาบาลสาว ส่งแชทหาเพื่อน “มีโอกาสตายได้ตลอดเวลา” หลังถูกแฟนหนุ่มที่เพิ่งคบหากันยังไม่ถึงปี  ทำร้ายร่างกายและขังไว้ในรีสอร์ท 3 วัน   

(25 มิ.ย.63)  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบ สภ.เมือง ได้บุกเข้าไปช่วยเหลือ น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 32 ปี พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน ต.สวายจีก อ.เมืองบุรีรัมย์ หลังจากถูก นายสมพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี พนักงานโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก ชาว อ.กระสัง  จ.บุรีรัมย์  ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มที่เพิ่งคบหากันไม่ถึงปี  ลักพาตัวไปตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา 

สืบเนื่องจากพี่สาวของพยาบาลผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่า น.ส.บี น้องสาว ได้หายตัวไปจากบ้านพักในโรงพยาบาล ทั้งที่นัดว่าจะเดินทางกลับบ้านที่ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 23 มิ.ย. แต่ก็ไม่สามารถติดต่อน้องสาวได้อีก จึงได้เดินทางมาหาที่ห้องพัก จึงทราบว่าน้องสาวหายตัวไป 3  วันแล้ว นอกจากนี้เพื่อนของน้องสาว  ยังเอาไลน์การสนทนามาให้พี่สาวดู โดยข้อความที่ น.ส.บี ส่งไลน์มาหาเพื่อนบอกว่าโดนทำร้าย “เค้ามีโอกาสตายได้ตลอดเวลา” ทำให้ญาติเกรงว่าจะเป็นอันตราย    

ซึ่งจากการสอบถาม น.ส.บี พยาบาลผู้เสียหาย ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า ได้คบกับนายสมพงษ์ มาประมาณ 5-6 เดือนแล้ว ซึ่งฝ่ายชายชอบแต่งตัวเป็นข้าราชการ และถ่ายภาพกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่ตอนที่นายสมพงษ์มารับไปล่าสุดได้แสดงพฤติกรรมแปลกๆ ใช้กำลังทำร้าย และกักขังไว้ในรีสอร์ท

ซึ่งหลังจากพยาบาลสาวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือ  ก็ได้แจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.นิรันดร์ สุขสกุล พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์  ประสงค์ให้ดำเนินคดีกับนายสมพงษ์ พร้อมทั้งให้ไปตรวจร่างกายเพื่อนำหลักฐานมาประกอบสำนวนคดี  ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็อยู่ระหว่างติดตามตัวนายสมพงษ์ มาสอบสวนมูลเหตุ และดำเนินคดี  เบื้องต้นเข้าข่ายความผิด “ทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว”

เรื่องเด่น

ศาลประจวบฯ ไม่ให้ประกันตัวลูกจ้างสาวยักยอกเงิน 33 ล้าน แหล่งข่าวเชื่อไม่ได้ทำคนเดียว

ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ไม่ให้ประกันตัวลูกจ้างสาว คดียักยอกเงิน 33 ล้านบาท  ควบคุมตัว ฝากขังเรือนจำประจวบคีรีขันธ์ทันที  เจ้าตัวมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่พูดจา ญาติไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ขณะที่แหล่งข่าวเผยไม่เชื่อว่าทำคนเดียว

วันที่  22  มิถุนายน  2563  จากกรณี  นางสาวขนิษฐา  (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี  พนักงานราชการ  ตำแหน่งพนักงานวิชาการการเงินและบัญชี สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตรงข้ามโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ยักยอกงบประมาณราชการ จำนวน 33  ล้านบาท  ต่อมา  นางกัลยารัตน์ นิลอ่อน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน  สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์  และ ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกหมายจับที่ จ. 47/63 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2563  ในข้อหายักยอกทรัพย์ ปลอมเอกสารของทางราชการ และใช้เอกสารปลอม  กระทั่งนำมาสู่การจับกุมตัวเมื่อคืนวันที่ 20 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดช่วงเมื่อเย็นวันนี้ เวลา 17.30 น. หลังจากที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้สอบปากคำผู้ต้องหาเสร็จเรียบร้อยแล้ว   ร.ต.อ.หญิง สุภาภรณ์  ดวงกันยา รองสารวัตร(สอบสวน)  สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์  ได้นำตัวสาวลูกจ้าง  ซึ่งสวมเสื้อยืดสีชมพู  เสื้อนอกสีเขียวแขนยาว กางเกงยีนส์  รองเท้าแตะ  และสวมหมวกปิดบังใบหน้า  ออกจากห้องสอบสวน  ควบคุมตัวขึ้นรถยนต์ตราโล่  เพื่อไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เนื่องจากศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ไม่อนุญาตให้ประกันตัว  โดยพบว่าสาวลูกจ้างสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  มีสีหน้าเคร่งเครียด ก้มหน้าหลบสายตาสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ญาติหลายคนได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ  ระหว่างถูกควบคุมตัวสอบปากคำ  และปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน  โดยได้ติดตามไปส่งถึงหน้าประตู 1 เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

สำหรับสาวลูกจ้างสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รายนี้ เบื้องต้นถูกตั้งข้อหา ยักยอกทรัพย์ ปลอมเอกสารของทางราชการ และใช้เอกสารปลอม   พนักงานสอบสวนนำตัวฝากขังผลัดแรก เป็นระยะเวลา 12  วัน  ซึ่งหากมีหลักฐานเพิ่ม อาจมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม หรือจับกุมผู้เกี่ยวข้องรายอื่นเพิ่มเติมได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งรู้จัก สาวลูกจ้างสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้ระบุว่า น.ส.ขนิษฐา ดำเนินชีวิตปกติทั่วไป ประหยัด  ไม่หรูหรา  ขี่รถจักรยานยนต์คันเล็กไปทำงาน ทำให้ไม่มีความผิดสังเกตใดๆ  ไม่มีใครคาดคิดว่าจะสามารถนำเงินออกจากระบบการเบิกจ่าย  ได้มากขนาดนี้  และยิ่งเป็นลูกจ้างระดับปฏิบัติการด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้  ทำให้เชื่อได้ว่า อาจจะมีบุคคลรู้เห็นหรือเกี่ยวข้อง เพราะขั้นตอนการเบิกจ่ายหรือโอนเงินระบบอิเล็กทรอนิกส์ ค่อนข้างซับซ้อน ไม่น่าทำได้ตามลำพังคนเดียว  การออกมายอมรับคนเดียวนี้ อาจเป็นการตัดตอนผู้กระทำผิด  เพราะสังคมและคนรอบข้างตั้งข้อสังเกตว่า การยักยอกเงินจำนวนมากถึง 33  ล้านบาท  ในระยะเวลา 1 ปี โดยไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต เป็นไปได้ยากมาก การจับไม่ได้ก่อนหน้านี้ถือเป็นสิ่งที่ผิดปกติ

เรื่องเด่น

วงจรปิดจับภาพคนร้ายกระทืบ-ปาดคอยายวัย 68 เจ้าของร้านชำ ชิงทรัพย์หนี

จากกรณีเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายทราบชื่อคือ นายสมศักดิ์ หรือ อู๋ อายุ 41 ปี เข้าไปก่อเหตุทำร้ายใช้อาวุธปาดคอ นางวิรัตน์ อายุ 68 ปี เจ้าของร้านชำ ข้างโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์แล้วชิงทรัพย์ เอาเงินสดประมาณ 20,000 บาท เหตุเกิดที่ ม.13 ภายในซอยสุขุมวิท 71 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แต่ผู้เสียหายไหว้อ้อนวอนขอชีวิตจึงรอดมาได้ แล้วมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านให้แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ นำตัวส่งโรงพยาบาล ในสภาพอาการสาหัสเลือดไหลอาบไปทั่วลำตัว 

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (19 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยกล้องวงจรปิดภายในร้านที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถบันทึกภาพวินาทีชีวิตของ นางวิรัตน์ อายุ 68 ปี เจ้าของร้านชำ ไว้ได้อย่างชัดเจน มีความยาวประมาณ 3 นาที

โดยคนร้ายเป็นผู้ชายรูปร่างสันทัด สวมเสื้อยืดสีเหลือง กางเกงขาสั้น เดินเข้ามาภายในร้าน รัวหมัดใส่ผู้เสียหายอย่างไม่ทันตั้งตัว แล้วให้อาวุธที่ถือภายในมือจ้วงแทงเข้าหลายที ซึ่งผู้เสียหายพยายามปัดป้อง ผู้ก่อเหตุจึงดึงประตูม้วนหน้าร้านปิดลง แล้วหันกลับมาใช้อาวุธจี้บังคับก่อนจะมีการยื้อแย้งชุดเอี๊ยมกันเปื้อนที่ผู้เสียหายใส่เงินที่ได้จากการขายสินค้าไว้

แต่ถึงแม้ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปแล้ว ก็ยังไม่สาแก่ใจหันกลับมาทำร้ายผู้เสียหายอย่างโหดเหี้ยมทารุณอีกครั้ง โดยใช้เท้ากระทืบไปที่ร่างของแม่เฒ่าหลายครั้ง กระหน่ำแทงแล้วเฉือนเข้าที่ลำคอ จนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น

คนร้ายยังใช้เท้าเหยียบอยู่บนลำตัวของผู้บาดเจ็บ แล้วหยิบน้ำดื่มชำระล้างร่างกายที่เปื้อนเลือด ถอดเสื้อเช็ดแล้วกระทืบแม่เฒ่าเคราะห์ร้ายอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกประตูด้านหน้า แล้วขี่จักรยานหลบหนีไป ส่วนผู้บาดเจ็บได้พยุงร่างอันบอบช้ำโชกเลือดมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของคนร้ายถือว่าเหี้ยมโหดเป็นอย่างมาก หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขี่จักรยานยนต์หลบหนีไปจอดทิ้งไว้ แล้วไปซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่ใกล้เคียงตลาดวัดชัยมงคล คาดว่ายังกบดานอยู่ในพื้นที่ไม่กล้าออกมา

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียง ให้ช่วยสังเกตคนร้ายรายนี้ซึ่งเป็นบุคคลอันตราย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หากใครมีเบาะแสผู้ก่อเหตุที่มีรูปพรรณสันนิษฐานใกล้เคียงกับคนร้าย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงได้ทันที เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

คุมตัวทำแผน อดีตเจ้าอาวาสสุดโหด​ขับรถพุ่งชน-อีโต้ฟันซ้ำหญิงท้อง 8 เดือน

ตำรวจคุมตัวทำแผน อดีตเจ้าอาวาสสุดโหดก่อเหตุ​ขับรถพุ่งชนอีโต้ฟันซ้ำหญิงท้อง 8 เดือน 

วานนี้ (16 มิ.ย.) ความคืบหน้ากรณีที่ พระอุ่ม หรือ นายอุ่ม อายุ 59 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองบัว ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ก่อเหตุขับรถตู้พุ่งชนรถยนต์กระบะของ นายธรรมปพณ และ นางลำไพ พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป สองสามีภรรยา จนด้านหน้ารถพังเสียหายและได้รับบาดเจ็บ จากนั้น นางลำไพ ผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน ได้เปิดประตูลงจากรถ พยายามจะวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านใกล้จุดเกิดเหตุ แต่อดีตเจ้าอาวาสได้ถือมีดอีโต้ที่พกใส่ในรถตู้มาด้วยไล่ตามไปฟัน นางลำไพ เข้าที่บริเวณศรีษะและข้อมือด้านขวา เป็นแผลฉกรรจ์จนเสียชีวิตพร้อมลูกในท้อง อดีตเจ้าอาวาสอ้างว่าแค้นที่ถูก นางลำไพ ข่มขู่ขอเงินหากไม่ให้จะแฉความสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 15 มิ.ย.  

และช่วงบ่ายของวันที่ 16 มิ.ย. ร.ต.อ.สุริยา ลีนุรัตน์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง พร้อมเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย ได้ควบคุมตัว พระอุ่ม หรือ นายอุ่ม  ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุบนถนนถนนในหมู่บ้านใหม่เจริญสุข หมู่ 19 ต.ตูมใหญ่  อ.คูเมือง โดยทันทีที่มาถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจกันไม่ให้ชาวบ้านที่มาเฝ้ารอดูการทำแผนเข้าใกล้ เพราะเกรงจะเกิดความชุลมุนวุ่นวาย  

จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาลงจากรถไปชี้จุดที่ขับรถตู้พุ่งชนรถกระบะของผู้ตายและสามี ก่อนจะพาเดินไปชี้จุดที่สองใช้มีดอีโต้ฟัน นางลำไพ หญิงท้อง 8 เดือนจนเสียชีวิต ซึ่งอยู่บริเวณหน้าบ้านของชาวบ้านห่างจากจุดแรกที่ขับรถชนเพียงประมาณ 30 เมตร โดยใช้เวลาทำแผนไม่ถึง 5 นาที จึงรีบนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถกลับทันที เกรงหากใช้เวลานานญาติผู้เสียชีวิตจะเข้ามารุมประชาทัณฑ์ เพราะบ้านผู้ตายซึ่งกำลังจัดงานศพอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุที่มีการทำแผนเพียง 100 เมตรเท่านั้น 

โดยขณะทำแผนผู้ต้องหามีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ  เพียงให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในเบื้องต้นว่า ก่อเหตุฆ่า นางลำไพ จริง โดยอ้างบันดาลโทสะหลังถูกผู้ตายโทรศัพท์ขู่ขอเงินหลายครั้ง หากไม่ให้จะแฉความสัมพันธ์ลับและยอมรับว่าก่อนบวชเคยรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายจริงเท่านั้น

ขณะที่ชาวบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกเสียใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในหมู่บ้าน โดยเฉพาะคนก่อเหตุก็เป็นถึงเจ้าอาวาสที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ส่วนผู้ตายก็กำลังตั้งท้องอยู่ไม่คาดคิดว่าอดีตเจ้าอาวาสจะก่อเหตุฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ได้ เพราะตอนที่เป็นพระและเป็นเจ้าอาวาส เป็นพระที่สำรวมพูดจาดีและบูรณะพัฒนาวัดมาตลอดไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสีย ส่วนข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับผู้ตายนั้นชาวบ้านไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่พอมาเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นเลยคิดว่าน่าจะมีชนวนเหตุที่รุนแรงถึงได้ก่อเหตุได้ขนาดนี้  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องว่าไปตามกฎหมายถึงแม้จะเป็นเจ้าอาวาสก็ตาม

สำหรับ พระอุ่ม หรือนายอุ่ม ได้บวชเป็นพระอยู่ในหมู่บ้านปะคำสำโรงมาเกือบ 10 ปี จากนั้นได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบ้านหนองบัวได้ประมาณ 5 ปี 

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหานายอุ่ม ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พกพาอาวุธมีดไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณโดยไม่มีเหตุอันควรและเตรียมฝากขังศาลจังหวัดบุรีรัมย์พรุ่งนี้

เรื่องเด่น

รถหกล้อขนเปลือกทุเรียนเบรคแตก โชเฟอร์ใจเด็ดหักพวงมาลัยให้รถคว่ำ ไม่ให้รถพุ่งตกคลอง

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 มิถุนายน 2563  ร.ต.ท.ภีมวัจน์  จิตสงวน รองสว.สอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถหกล้อเสียหลักพลิกคว่ำ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุถนนเลียบคลองสองฝั่งตะวันตกแถวโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ปากซอยไอยรา 1/1 ม.10 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลง อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบรถหกล้อยี่ห้ออีซูซุ สีขาว เสียหลักตะแคงข้างติดอยู่กับเขื่อนริมคลอง ส่งผลให้เปลือกทุเรียนที่บรรทุกมาด้านหลังกระเด็นกระจัดกระจายลงไปภายในคลอง มีผู้ได้บาดเจ็บเป็นผู้โดยสารจำนวน 2 คน มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย ทราบชื่อ นายเฉลิมชัย ชาญชรา อายุ 29 ปี และนายซอ อองวิน นาย อายุ 34 ปี สัญชาติเมียนมา หน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลงนำตัวส่ง รพ.การุณเวช

ด้านนายอัครพงศ์ ดงชาลี อายุ 36 ปี ผู้ขับขี่ให้การว่า ตนเองและผู้ได้รับบาดเจ็บกำลังขนเปลือกทุเรียนจากโรงงานภายในซอยไอยรา 1/1 เพื่อนำไปทิ้งซึ่งห่างออกไปเพียง 3 กม. เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางแยกรถเบรคเกิดขัดข้อง เมื่อกดแป้นเบรคไปแล้วแต่รถไม่หยุด จึงตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางซ้ายมือเพื่อไม่ให้รถพุ่งตกคลอง จนทำให้รถพลิกคว่ำจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทางด้าน ร.ต.ท.ภีมวัจน์ จิตสงวน รองสว.สอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและบันทึกภาพเป็นหลักฐานพร้อมประสานรถยกมาทำการยกรถออกนอกเส้นทาง และนำตัวผู้ขับขี่ไปสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีทางกฏหมายต่อไป

เรื่องเด่น

เจ้าของลมแทบจับ ปล่อยคอนโดให้ฝรั่ง-เมียไทยเช่า สุดท้ายเจอสภาพราวกับกองขยะ

สาวเจ้าของห้องคอนโด ในเมืองเชียงใหม่ ปล่อยห้องให้ชาวอเมริกันกับเมียไทยเช่า สุดท้ายหอบของหนี ปล่อยทิ้งสภาพเละเทะขยะเกลื่อนเหม็นเน่า แถมบิลค่าไฟอีกหลายพันให้รับภาระแทน

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Lee Chuansirikun โพสต์ภาพและข้อความ เล่าเหตุการณ์สุดช็อก จากกรณีที่ตนเองซึ่งเป็นเจ้าของห้องคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่แถวโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ปล่อยห้องให้ผู้เช่า เป็นครอบครัวสามีชาวอเมริกันกับภรรยาชาวไทยและลูก พักอาศัย แต่ปรากฏว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เช่าได้ย้ายข้าวของออกไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และเมื่อเข้าไปตรวจสอบสภาพห้องพบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ขณะที่ทั่วทั้งห้อง เต็มไปด้วยขยะ อีกทั้งในตู้เย็นยังเต็มไปด้วยอาหารเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ บรรยายว่า “แม่เจ้า! แบบนี้ยอมความไม่ได้ สภาพห้องฉัน!วอนกลับมาคุยกันก่อนนะคะ #ต้องรับผิดชอบ” และ “ว้ายยยย! พิษโควิด! คู่ผัวฝรั่งเมียไทย ขนของหนีหายออกจากคอนโด ทิ้งค่าไฟไว้ให้หกพันกว่าบาท สภาพห้องอีก เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องอีก จะเป็นยังไงบ้างเนี่ย ปิดมือถือ ปิด facebook หนีหายไปเลย **ทำไมถึงทำกับฉันได้**  จะทำยังไงได้บ้างเนี่ย! ขอคำแนะนำจากผู้รู้ หรือ คนที่โดนแบบนี้บ้าง”

ผู้สื่อข่าวไปสอบถามจากเจ้าของเฟซบุ๊กคนดังกล่าว คือ นางสาวอริยา ชวนศิริกุล อายุ 40 ปี เจ้าของห้องคอนโดมิเนียมที่เป็นผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ซื้อคอนโดมิเนียมห้องนี้ที่อยู่ย่านป่าตัน ในตัวเมืองเชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 60 ตารางเมตร เมื่อปี 2559 และได้ปรับปรุงตกแต่งเพิ่มเติมอย่างดี ต่อมาช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 ได้ให้ผู้เช่ารายนี้เช่าในราคา เดือนละ 8,000 บาท โดย มีการทำสัญญาให้เช่า และวางเงินประกันเพียง 8,000 บาทเท่านั้น และต่อมาในระยะหลังเพิ่งมาขึ้นค่าเช่าเป็น 8,500 บาท

โดยเท่าที่ทราบฝ่ายสามีชาวอเมริกันทำงานเป็นครูสอนโรงเรียนนานาชาติหรือสอนภาษา ขณะที่ภรรยาชาวไทย เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูก 2 คน ตลอดช่วงเวลาที่เช่าอยู่ แม้จะจ่ายค่าเช่าไม่ค่อยตรงเวลา แต่ตัวเองก็ผ่อนผันมาโดยตลอด กระทั่งล่าสุดเดือน พ.ค.63 พบความผิดปกติว่าผู้เช่ารายนี้จ่ายค่าเช่าตรงเวลาทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน พอมาถึงเดือนนี้จึงรู้สึกเอะใจและได้โทรศัพท์ไปสอบถามทางผู้จัดการคอนโดมิเนียม ทำให้ทราบว่าผู้เช่ารายนี้ได้ขนย้ายข้าวของออกไปจากห้องแล้ว เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา

เมื่อตัวเองทราบดังนั้น จึงรีบไปเปิดห้องเพื่อตรวจสอบ ซึ่งเมื่อเปิดห้องเข้าไปแล้ว ถึงกับผงะและต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ ได้รับความเสียหาย ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยขยะทิ้งเกลื่อนเหมือนว่าไม่เคยมีการทำความสะอาด ทั้งในห้องนอนและห้องน้ำ รวมทั้งมีการปล่อยทิ้งอาหารเน่าเสียไว้ในตู้เย็นด้วย จนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว นอกจากนี้ยังพบว่า มีใบเสร็จค่าไฟค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้นอีกเกือบหลายพันบาท โดยตัวเองพยายามติดต่อกับผู้เช่ารายนี้ทุกช่องทาง ทั้งทางโทรศัพท์และทางข้อความเฟซบุ๊ก แต่ผู้เช่ารายนี้ไม่ยอมรับการติดต่อแต่อย่างใดทั้งสิ้น และบล็อกไว้ทั้งหมด

จากนั้นตัวเองจึงได้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานและเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้มูลค่าความเสียหายทั้งหมดเป็นเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถบอกได้ เพราะผู้เช่ามีการวางเงินประกันไว้เพียง 8,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแค่ค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายอยู่ก็แทบจะไม่เพียงพอแล้ว โดยสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองรู้สึกตกใจมาก เพราะเคยเห็นแต่ในข่าว ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง อยากฝากบอกไปถึงผู้เช่ารายนี้ว่าที่จริงแล้วหากติดขัดอะไร ควรจะหันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือกันมากกว่า ซึ่งเวลานี้ยังให้โอกาสติดต่อเข้ามาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่เช่นนั้นคงต้องดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด

เรื่องเด่น

คุณตาวัย 74 หลงป่า 3 วัน 2 คืน เดินข้ามเขาโผล่อีกอำเภอ บอกเมื่อคืนนอนกับคนแก่

คุณตา 74 ปี ออกไปเลี้ยงวัวก่อนหายตัวไปในป่า ชาวบ้านอีกอำเภอเจอตัวสภาพอิดโรย บอกเมื่อคืนนอนบนเขากับคนแก่

(6 มิ.ย.63) พ.ท.อุเทน  จีนทองหลาง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 (ค่าย ร.8 พัน 2) ได้ตั้งกองอำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายขึ้นที่บริเวณ วัดทรงศิลา (ถ้ำกวาง) บ้านหินร่อง-โนนสวรรค์ข้างโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ต.เมืองเก่าพัฒนา อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ร่วมกับนายกันต์ ราชวัตร  ปลัดอำเภองานป้องกันเวียงเก่า  ก่อนนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากค่ายมหาศักดิพลเสพ (ร.8 พัน 2)  เจ้าหน้าที่ป่าไม้  เจ้าหน้าที่ อส.กรมการปกครอง  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร  หน่วยกู้ภัยชุมแพจีแชเกาะ ร่วมกตัญญูภูเวียง เต็กก่าหนองเรือ ดอนโมง กู้ภัยสว่างภูเวียง  กู้ภัยนเรศวรหนองบัวลำภู และหน่วยกู้ภัยต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมชาวบ้านกว่า 300 คน ร่วมกันเดินเท้าขึ้นเขาอุทยานแห่งชาติภูเวียง เพื่อช่วยกันค้นหา นายอานนท์ วันพุดชา อายุ 74 ปี เป็นวันที่ 2 หลังจากออกมาเลี้ยงวัวแล้วหายตัวไปอย่างปริศนาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา คาดว่าหลงป่า ซึ่งขณะนี้พบเพียงวัวที่นายอานนท์ เลี้ยงไว้เท่านั้น

นายจิตต์ วันพุดชา อายุ 52 ปี บุตรชายของผู้สูญหาย เปิดเผยว่า  เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.วันที่ 4 มิ.ย.63 ที่ผ่านมา พ่อได้นำวัว จำนวน 7 ตัวออกไปเลี้ยงที่เชิงเขาท้ายหมู่บ้าน ติดกับภูเขาอุทยานแห่งชาติภูเวียง  ขณะนั้นเกิดฝนตกลมกระโชกแรงและมีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น ทำให้วัวที่เลี้ยงตกใจวิ่งขึ้นไปบนภูเขา พ่อจึงวิ่งไล่ตามวัวไปบนภูเขา จนกระทั่งช่วงเย็นพบว่าวัวที่พ่อเลี้ยงได้กลับลงมาเข้าคอกที่บ้าน แต่ไม่พบว่าพ่อกลับลงมาด้วย ตนพร้อมกับญาติและชาวบ้านในพื้นที่จึงได้ช่วยกันออกตามหาตลอดทั้งคืนก็ไม่พบตัว รุ่งเช้าวันที่ 5 มิ.ย.63 จึงได้แจ้งให้ทางอำเภอและเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ 

ต่อมาได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบตัวผู้สูญหายแล้วอยู่ที่บ้านหนองเสาเล้า ต.หนองเสาเล้า อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น  พ.ท.อุเทน  จีนทองหลาง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 (ค่าย ร.8 พัน 2) นายกันต์  ราชวัตร  ปลัดอำเภองานป้องกันอำเภอเวียงเก่า พร้อมด้วยนายจิตต์ วันพุดชา ลูกชายผู้สูญหาย ได้เดินทางไปรับตัวท่ามกลางความดีใจจากญาติๆ  สภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงดี มีอาการอ่อนเพลีย ยังพูดจาวกวน จับใจความยังไม่ค่อยได้มากนัก

นายอานนท์ วันพุดชา อายุ 74 ปี  ผู้ที่หลงป่านาน 3 วัน เล่าให้ฟังพอจับใจความได้ เนื่องจากยังพูดจาวกวนสับสนอยู่บ้าง บอกว่า ตนเองไม่ได้หลงไปไหน ยังคงเดินกลับบ้านทุกวันเป็นปกติ เมื่อคืนไม่ได้กลับบ้าน นอนอยู่ที่เถียงนายายคำตา บนเขาโดยมีชาวบ้านคนแก่มานอนอยู่ด้วย รุ่งเช้าจึงเดินลงมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ ตอนนี้เป็นห่วงแค่วัว ไม่รู้จะอยู่อย่างไร

นายปิยะ ศรีปิ่นเป้า อายุ 30 ปี ชาวบ้านหมู่ 9 บ้านหนองเสาเล้า  อ.ชุมแพ  จ.ขอนแก่น ชาวบ้านที่พบลุงหลงป่าคนแรก เล่าให้ฟังว่า ผู้สูญหาย ได้เดินมาทางทุ่งนาหลังบ้านของตน และเข้ามาขอน้ำดื่ม ตนเห็นจึงจำได้ว่าในโซเชียลได้ลงประกาศตามหาคนหลงป่า ลักษณะคล้ายๆกัน จึงได้เปิดรูปขึ้นมาดูก่อนถามกลับพบว่าเป็น นายอานนท์ คุณลุงที่หลงป่าจริงๆ ซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรย ตนจึงได้ให้แฟนหาข้าว หาน้ำมาให้ทาน ก่อนโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รับมาตัว

เรื่องเด่น

หนุ่มแชทเฟซบุ๊กสั่งลาเมีย-วิดีโอคอลหาโชว์นาทีผูกคอตาย แต่วางมือถือผิดมุม

หนุ่มแชทเฟซบุ๊กสั่งลา ก่อนโทรวิดีโอคอลหาเมีย โชว์นาทีผูกคอตัวเองตายคาบ้านเช่า แต่วางผิดมุมฝ่ายหญิงเลยเห็นแต่เพดาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (4 มิ.ย.) เมื่อเวลา 00.30 น. พ.ต.ต.บุญฤทธิ์ เชิญเชื้อ สารวัตรสอบสวน สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ ข้างโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ได้รับแจ้งว่ามีชายผูกคอเสียชีวิต ภายในบ้านเช่าหลังหนึ่ง หมู่ 2 ซอยผูกมิตร ต.สำโรงใต้ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวภายในบ้านบริเวณประตูทางเข้าได้พบศพ นายสมนึก อายุ 25 ปี ใช้เชือกผูกคอตัวเองอยู่กับขื่อหลังคาบ้านเสียชีวิต ในสภาพใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีเหลือง กางเกงขาสั้นสีแดง

ที่พื้นด้านล้างพบถังพลาสติกสีขาวล้มอยู่ คาดว่าผู้ตายนำใช้ยืนขณะผูกคอ ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วกว่า 5 ชั่วโมง จึงมอบศพให้มูลนิธินำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช

จากการสอบถาม น.ส.น้ำทิพย์ อายุ 24 ปี ภรรยาผู้ตาย เล่าว่า ตนได้กินกับผู้ตายมาได้เกือบ 5 ปี และมีลูกสาววัยด้วยกัน 1 คน วัย 2 ขวบเศษ ก่อนเกิดเหตุตนมีปากเสียงบ่อยครั้ง และผู้ตายได้พาลูกสาวไปอยู่ที่บ้านในซอยประชาอุทิศ 54 แถวทุ่งครุ เมื่อทราบข่าวว่าลูกสาวถูกรถชน ตนจึงไปรับลูกสาวกลับมาอยู่ด้วยที่บ้าน

ต่อมาเมื่อประมาณ 3-4 วันก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายได้มาหาตนที่บ้านโดยบอกว่าจะมาเก็บของแต่ก็ไม่ยอมกลับ จนมาเมื่อช่วงเช้าของวานนี้ตนจะออกไปทำงานผู้ตายบอกจะกลับบ้าน ตนจึงบอกว่าจะเอาลูกไปอยู่ด้วยหรือเปล่า ผู้ตายบอกไม่เอาไปเพราะมันดูแลลำบาก ตนจึงพาลูกสาวไปทำงานด้วย

จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงวัน ผู้ตายก็แชทเฟซบุ๊กมาหาโดยมีข้อความว่า “ไว้เจอกันชาติหน้า ฝากดูแลลูกด้วยนะไปละ ขอให้รักกันนานๆ นะ” พอตนดูข้อความแชทได้พักใหญ่ ผู้ตายก็ได้โทรวิดีโอคอลมาหาตนแต่ก็ไม่พูดอะไร ตนดูในโทรศัพท์ก็เห็นแต่ภาพเพดานหลังคาบ้านตรงที่ผู้ตายผูกคอ ตนจึงได้ต่อว่าผู้ตายว่าโทรมาแล้วไม่พูดอะไรบ้าหรือเปล่า ตนจึงได้วางสายและทำงานต่อ

จนตนเลิกงานกลางดึก ได้เดินทางกลับมาที่บ้านพร้อมลูกสาว เห็นในบ้านเปิดไฟไว้ แต่ประตูปิดล็อกกลอนอยู่ด้านใน ตนเลยเคาะและตะโกนเรียกผู้ตายแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ทำให้นึกถึงข้อความที่ผู้ตายแชทไปบอก จึงรีบเดินมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน แต่พองัดประตูเข้าไปได้เห็นผู้ตายผูกคอเสียชีวิตแล้ว จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่า ผู้ตายน่าจะเกิดน้อยใจระแวงว่าแฟนสาวน่าจะปันใจให้ชาวอื่น จึงมีปากเสียงกันบ่อยครั้งจนกระทั่งแชทข้อความสั่งลา ก่อนผูกคอตัวเองดับคาบ้าน โดยมีการโทรวิดีโอคอล เพื่อต้องการให้แฟนสาวได้เห็นขณะที่ตนเองกำลังผูกคอแต่วางมุมผิดจึงมองไม่เห็น อย่างไรก็ตาม จะได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

แม่ขอขุดร่าง “พริตตี้ออย” กลับบ้าน หลังเป็นศพไร้ญาตินาน 6 ปี วอนตำรวจล่าตัวฆาตกร

จากกรณีที่พบโครงกระดูกหญิงสาวถูกฆาตกรรม ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ล่าสุด จากการส่งตรวจหาดีเอ็นเอ ผลจากการตรวจยืนยันว่า กระดูกที่พบคือ นางสาวยุพา ศรีเดช หรือ น้องออย อาชีพเป็นพริตตี้ ซึ่งทำงานและได้สูญหายไปเมื่อปี 2557 รวมเป็นเวลา 6 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ น้องออยเคยต้องสงสัยตกเป็นเหยื่อ นายอภิชัย หรือ เสี่ยไอซ์ องค์วิศิษฐ์ อายุ 40 ปี หรือ ไอซ์ หีบเหล็ก เพราะการพบกระดูกจำนวนมากที่ในบริเวณบ้านของนายไอซ์หลังโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก แต่ต่อมาปรากฎว่าผลการตรวจดีเอ็นเอ โครงกระดูกในบ้านเสี่ยไอซ์กลับไม่ใช่ของน้องออย 

ล่าสุด ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ นางเกสร เทียนโสภา อายุ 60 ปี มารดา น.ส.ยุพา หรือ น้องออย ได้เดินทางมาติดต่อทำเอกสารรับรองการเสียชีวิต เพื่อที่จะไปขอใบมรณบัตร

นอกจากนี้ จะขอเอกสารอนุญาตให้ขุดศพ-และรับผลตรวจดีเอ็นเอ ของน้องออย ที่ถูกฝังไว้ที่สุสานไตรคุณธรรม ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อจะนำศพ น้องออย กลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้าน จ.เพชรบูรณ์ โดยมี พล.ต.ตไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบก.ทว.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม (คบคน.ตร) พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.พฐ.ก. และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกระเงา คอยประสานขั้นตอนการขอรับเอกสาร

นางเกสร กล่าวว่า ขอบคุณ พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบก.ทว. เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกระเงา ที่ช่วยติดตามบุตรสาวของตนเองที่หายไปจนมาทราบว่าเป็นศพ และพิสูจน์ทราบว่าศพดังกล่าวเป็นน้องออย ที่ผ่านมา น้องออย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง มาทำงานที่พัทยา ได้หลายปีแล้ว ทุกเดือนจะส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน ถ้าน้องออยว่างก็จะไปหา หลังจากที่น้องออยหายไป ไม่มีการติดต่อเลยตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2557 ตนก็ให้เพื่อนน้องออยช่วยติดตามแต่ไม่พบ เหมือนจะหมดความหวังแล้ว

กระทั่งมาพบพล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบก.ทว. และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกระเงา ที่ช่วยติดตามกระทั่งพบ หลังจากนี้คงจะไปที่สุสาน ที่ จ.ชลบุรี เพื่อขุดร่างน้องออยกลับบ้าน ไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านใน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งหลังจากพบศพน้องออยแล้ว ก็อยากให้ทางเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายที่ ฆ่าน้องออย ให้ได้

เรื่องเด่น

ด.ญ.วัย 12 ถูกมาเฟียลวงไปขืนใจ-ขังนาน 5 วัน ครอบครัวผวาตัดสินใจหนี

ลูกสาววัย 12 ปี ถูกหนุ่มข้างบ้านลวงไปขืนใจ 5 วัน ซ้ำยังข่มขู่ ครอบครัวผวาหอบข้าวของหนี ล่ามแฉคนร้ายเคยก่อเหตุคล้ายกันนี้มาแล้ว แต่รอดเพราะมีพฤติกรรมมาเฟีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (27 พ.ค.) ครอบครัวแรงงานชาวเมียนมาเข้าแจ้งความ ที่ สภ.ทุ่งตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ว่า ลูกสาววัย 12 ปี ชาวเมียนมา ถูก นายอู วัย 35 ปี เพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นชาวเมียนมาเช่นกัน หลอกอ้างพาไปเที่ยวและหางานทำ แต่กลับพาไปขังในบ้านและข่มขืนนานถึง 5 วัน ก่อนนำตัวมาทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟปากตะโก

ล่าสุด วันนี้ (28 พ.ค.) ครอบครัวของเด็กหญิงวัย 12 ปี ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ที่อาศัยเดิม มาขออยู่ในบ้านพักของเพื่อนชาวเมียนมาในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งหลังโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ในต่างตำบลของ อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ซึ่งห่างจากไปกว่า 20 กิโลเมตร เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวพร้อมกับ นายโจ ซึ่งอาสาเป็นล่าม จึงได้เดินทางไปพบกับ นายชัย อายุ 38 ปี และ นางชู อายุ 37 ปี และลูกสาววัย 12 ปี นั่งอยู่บริเวณเพิงพักหน้าบ้านปูนชั้นเดียว ซึ่งเป็นบ้านพักของเพื่อนแรงงานชาวเมียนมาด้วยกัน ที่นายจ้างได้ให้อาศัยอยู่ภายในสวนทุเรียน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสภาพอิดโรย และยังเสียขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายชัยและนางชู พ่อแม่ของเด็กหญิงวัย 12 ปี เล่าว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ตนเองได้นำลูกสาวไปแจ้งความกับทางตำรวจ และต่อมาก็มีข่าวว่านายอูจะแก้แค้นครอบครัวตนที่นำเรื่องไปแจ้งความกับตำรวจ ทำให้ตนเองหวั่นกลัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากทราบว่านายอูมีอิทธิพลมาก และคอยดูแลกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานใน จ.ชุมพร โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หลังสวน และ อ.ทุ่งตะโก

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงได้ขนข้าวขนของที่จำเป็นมาขออาศัยเพื่อนชาวเมียนมา ซึ่งอยู่ใน จ.ทวาย ด้วยกัน เพื่อหลบซ่อนตัวก่อน ตอนนี้ยอมรับว่าหวาดผวาอย่างมาก เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงอยากให้ทางตำรวจเร่งไล่ล่าเพื่อจับกุมตัวนายอู มาดำเนินคดีโดยไว   

นายโจ ผู้เป็นล่าม ยังบอกว่า ที่ผ่านมา นายอู เคยกระทำในลักษณะนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นเป็นลูกสาวของเพื่อนชาวเมียนมาเช่นกัน และอายุก็ไล่เลี่ยกัน แต่ทางครอบครัวของผู้เสียหายไม่กล้าไปแจ้งความเพราะเกรงกลัวจะถูกนายอูพาตำรวจมาจับ และนายอูเองก็เคยเป็นล่ามให้กับทางตำรวจด้วย จึงทำให้นายอูไม่เกรงกลัวอะไร ทำตัวเป็นมาเฟียข่มขู่แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมามาตลอดอีกด้วย

เรื่องเด่น

ตะลึงทั้งวัด! งูเหลือมนอนขดล้อมเต่าลวดลายเดียวกัน นอนนิ่งหันหน้าหากุฏิเจ้าอาวาส

งูเหลือมนอนขดล้อมเต่า บนตัวมีลวดลายเดียวกัน นอนนิ่งหันหน้าหากุฏิเจ้าอาวาส คาดหนีร้อนไฟป่ามาพึ่งเย็น

(24 พ.ค.63) เมื่อเวลา 15.00 น. กู้ชีพกู้ภัยพิทักษ์กาญจน์แม่สอด รับการประสานจากพระครูสีพัน ฐิตตมโน เจ้าอาวาสวัดหนองบัวบูรพาตรงข้ามโรงงาน กล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ หมู่ 7 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ให้มาช่วยจับสัตว์เลื้อยคลานภายในวัดด้วย จึงนำกำลังและเครื่องมือไปที่เกิดเหตุ

ขณะที่พระครูสีพัน ฐิตตมโน เจ้าอาวาสบอกทีเล่นทีจริงว่างูกับเต่าคลาดและเลื้อยเข้ามาทางหลังวัดตั้งแต่เช้ามานอนขดอยู่หน้ากฏิ ก็กล้าๆ กลัวๆ ว่ามันจะทำร้าย แต่ก็ไม่เห็นมันเลื้อยไปไหนหลายชั่วโมง 

จุดเกิดเหตุอยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส พบพระและฆราวาสหลายคนกำลังมุงดูสิ่งแปลกประหลาด มีงูเหลือมตัวเขื่องยาวกว่า 2 เมตร นอนขดตัวหันหัวไปหน้ากุฏิ และที่แปลกไปอีกมีเต่าดอยสีและลายเดียวกันกับงูเหลือมนอนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อมของงูในสภาพหันหัวไปทางกุฏิเช่นเดียวกัน

กู้ภัยใช้เครื่องมือเข้าไปจับเจ้างูเหลือมก็นอนสงบนิ่งให้จับพร้อมกับเต่าที่ไม่ยอมคลานไปไหน ผิดกับเต่าโดยทั่วๆ ไปคาดว่าเป็นเต่าทีมีคนนำมาปล่อยป่าเพราะตามกระดองมีเขียนลวดลายสักยันต์ และใต้ท้องยังมีตัวเลขเขียนไว้ 3 ตัว คือเลข 408  ซึ่งหลังจับแล้วจะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป ส่วนสาเหตุเต่าและงูเหลือมคลานมาหลบร้อนในวัด คาดว่าวานนี้มีไฟป่าเกิดขึ้นใกล้วัดถึง 2 แห่ง คาดว่าคงหนีร้อนมาพึ่งเย็นภายในวัดที่ร่มรื่น ภายใต้ธรรมชาติต้นหมากรากไม้เต็มวัด รวมทั้งรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆมากมาย

เรื่องเด่น

พี่เขยโหดจ่อยิงน้องเมีย 5 นัด ดับสลด เหตุเพราะมีน้ำใจให้เงิน แต่หาว่าดูถูก!

(10 พ.ย.62) เมื่อเวลา 22.00 น. พ.ต.ท. พนัส  หมุนวงศ์ รอง ผกก.สส. สภ.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุยิงกัน มีผู้เสียชีวิตที่ หมู่ที่ 7 ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.เสกสิทธิ์  สุวรรณฤทธิ์  รอง ผบก ตร. จ.ชุมพร พ.ต.อ.อุดร  แก้วสุขศรี  ผกก.สภ.นาสัก และกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งรุดที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้อยู่ไกล้โรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า หมู่ที่  7 ต. นาสัก อ. สวี  จ. ชุมพร ภายในซอยสาวเอ้ พบว่าผู้ถูกยิงมีผู้นำส่ง รพ.ทุ่งตะโก ชื่อ นายสุระ อายุ 41 ปี อาชีพทำสวนทุเรียน แต่ได้เสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ ชันสูตรพลิกศพพบว่าถูกยิง เข้าที่บริเวณลำตัวจำนวน 5 นัด ที่บาดแผลมีรอยเขม่าดินปืนแสดงถึงการจ่อยิงแบบเผาขน

พ.ต.อ. อุดร สั่งการให้ตำรวจตรึงกำลังในพื้นที่ เกิดเหตุ เนื่องจากทราบว่ามือปืนผู้ลงมือยิงยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุหลังจากทำการตรวจสอบพบว่ามือปืน คือ นายถาวร อายุ 50 ปี เจ้าของบ้านหลังที่เกิดเหตุได้ขึ้นไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักบนบ้าน  ตำรวจได้เกลี้ยกล่อมจนยอมให้ควบคุมตัวแล้วนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ.นาสัก

จากการสอบสวนได้การว่า ผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตเป็นน้องเมียของนายถาวร ชื่อนางสุภา อายุ 49 ปี  นางสุภาเล่าว่าก่อนเกิดเหตุช่วงหัวค่ำนายถาวรและนายสุระนั่งดื่มเหล้ากันที่ร้านค้าข้างบ้าน  ในระหว่างนั้นนายสุระได้ถามนายถาวรพี่เขยว่าจะนำนางสุภาพี่สาวไปพบแพทย์หรือไม่  ถ้าไม่มีเงินให้เอาเงินของนายสุระไปก็ได้ ทำให้นายถาวรซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาไม่พอใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า พูดอย่างนี้ดูถูกกันนี่หว่า แล้วเดินขึ้นไปบนห้องพักนำปืนขนาด 7.65 แมกนั่ม ลงมายิงใส่นายสุระซึ่งเดินติดตามมาที่บริเวณหน้าบ้านกระสุนโดนเข้าที่บริเวณลำตัวนายสุระ 1 นัด แล้วนายสุระวิ่งหนีไปล้มลงที่สนามหญ้าหน้าบ้าน นายถาวรตามมายิงซ้ำอีก 4 นัด แล้วหลบหนีขึ้นไปซ่อนตัวบนห้องพัก ต่อมาญาติพี่น้องได้นำร่างของ นายสุระส่งโรงพยาบาลทุ่งตะโกแต่ขาดใจตายก่อนถึงมือแพท

ในเวลา 00.00 น. วันที่ 11 พ.ย.62 ตำรวจหน่วยพิสูจน์หลักฐาน ชุมพรได้เดินทางมาเก็บเขม่าดินปืนตามร่างกายของนายถาวรและเดินทางไปเก็บหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุเพื่อประกอบคำรับสารภาพ ตำรวจได้ตั้งข้อหานายถาวรว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป

เรื่องเด่น

พ่อเลี้ยงอำมหิตบุกบ้านข่มขืนลูก ขัดขืนโดนทุบ-แทงพรุน วิ่งหนีตายเลือดโชก

เด็กสาวชาวเมียนมาวิ่งหนีตายออกมาจากบ้าน สภาพเลือดไหลโชกตัว ขอความช่วยเหลือจากแม่ค้าร้านข้าวแกง โดยกรรไกรแทงร่างพรุน หลังพ่อเลี้ยงบุกพยายามข่มขืน แต่ขัดขืนไม่ยินยอม

เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ร้อยตำรวจเอกสามารถ สีนวล ร้อยเวรอาญาประจำวัน สภ.แม่สอด ได้รับแจ้งเกิดเหตุเด็กสาวถูกทำร้ายร่างกาย ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง บริเวณใกล้กับร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน สี่แยก 33 ซอยกลาง ถนนเฉลิมเทพ เขตเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จึงขอประสานหน่วยกู้ชีพกู้ภัยไปที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบเด็กสาวสวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น สภาพเลือดไหลเปียกโชกเต็มไปทั้งตัว บริเวณศีรษะมีร่องรอยถูกทำร้าย ตามลำตัว เนื่องจากถูกอาวุธมีคมทิ่มแทงกว่า 10 จุด เจ้าหน้าที่รีบปฐมพยาบาลแล้วนำส่งโรงพยาบาลแม่สอดในทันที

ขณะที่เจ้าของร้านอาหารได้เปิดเผยว่า ระหว่างที่กำลังขายของอยู่ตามปกติ อยู่ๆ ก็มีเด็กสาวโผล่วิ่งออกมาจากบ้านเช่า 2 ชั้น จากฝั่งตรงข้ามของร้าน สภาพเลือดไหลนองเต็มตัว ดูมีท่าทางหวาดผวาเหมือนวิ่งเหมือนหนีตายมาขอความช่วยเหลือ ตนจึงรีบช่วยเหลือไว้และแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ขณะที่หญิงสาวนอนอยู่พยายามให้การกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ถูกตีด้วยเหล็กและแทงด้วยกรรไกร ซึ่งผู้ก่อเหตุก็คือพ่อเลี้ยง และหลังจากนั้นเด็กสาวก็หมดสติลงไป เพราะมีอาการบอบช้ำและเสียเลือดมาก

ในเวลาต่อมา ทางญาติและคนรู้จักเด็กสาวรายนี้ ได้เปิดเผยว่า เด็กสาวคนดังกล่าวอายุประมาณ 13-14 ปี เป็นชาวเมียนมา ปัจจุบันเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมที่โรงเรียนเด็กไร้พรมแดน ขณะเกิดเหตุอยู่ภายในบ้านเพียงลำพัง และได้มี นายมิว อายุ 40 ปี ชาวเมียนมา ซึ่งเป็นอดีตพ่อเลี้ยงของเด็กสาว ที่เลิกรากับแม่ของเด็กไปแล้ว ได้บุกเข้ามาที่บ้าน

ช่วงจังหวะนั้นเด็กกำลังอาบน้ำ นายมิวจึงได้สบโอกาสบุกเข้าไปหวังข่มขืนกระทำชำเรา แต่เด็กสาวขัดขืนต่อสู้และไม่ยินยอม ทำให้พ่อเลี้ยงคว้าใช้เหล็กแป๊ปฟาดไป 3 ครั้ง แล้วลากเด็กไปยังห้องน้ำ เพื่อกดน้ำพยายามฆ่าให้ตาย พร้อมกับใช้กรรไกรแทงไปตามลำตัวกว่า 10 แผล กระทั่งเด็กหญิงแน่นิ่งไป

ตอนนั้น นายมิว คิดว่าลูกเลี้ยงคงเสียชีวิตไปแล้ว จึงได้รีบหลบหนีออกไปจากบ้าน แต่ปรากฏว่าเด็กหญิงกัดฟันลุกขึ้นวิ่งหนีออกจากบ้าน ข้ามถนนไปขอความช่วยเหลือจากแมค้าที่ร้านค้าอาหารดังกล่าว และรอดชีวิต แต่ขณะนี้ยังอาการบาดเจ็บสาหัสอยู่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด ได้เข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พบว่ามีกลิ่นความเลือดเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว บริเวณห้องครัวหลังบ้านมีร่องรอยการต่อสู้ คราบเลือดหยดเป็นหย่อมๆ ส่วนในห้องน้ำพบกองเลือดจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุภายในบ้าน ทั้งกรรไกรและแป๊ปเหล็ก ก่อนจะประสานงานนำภาพสเก็ตซ์ ล่าตัวพ่อเลี้ยงโหดรายนี้มาดำเนินคดี

เรื่องเด่น

โชเฟอร์สิบล้อยิงดับหนุ่มโรงงาน อ้างแค้นถูกหาว่าเป็นนักร้องเสียงเพี้ยน

ตำรวจบุกรวบโชเฟอร์สิบล้อมือซัลโวหนุ่มโรงงานดับ แอบย่องกลับบ้านไปกอดลาเมีย หลังหลบหนีเหตุอุกอาจไปหลายวัน สารภาพแค้นอีกฝ่ายตามด่า เพราะตัวเองร้องเพลงเสียงเพี้ยน

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายยงยุทธ์ อายุ 36 ปี ถูกคนขับรถบรรทุกใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต บริเวณลานจอดรถหน้าโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ริมถนนสามโคก-เสนา ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สาเหตุมาจากการทะเลาะวิวาทภายในร้านคาราโอเกะใกล้กับที่เกิดเหตุ เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 26 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ นายธวัชชัยง อายุ 30 ปี คนขับรถยนต์บรรทุก และได้ทำการขอศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับในข้อหาฆ่าผู้อื่น ในเวลาต่อมา

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อช่วงกลางดึกวันนี้ (31 ต.ค.) พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สมศักดิ์ หน่องพงษ์ ผกก สส.ภ.จว.ลพบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัว นายธวัชชัย ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ที่บริเวณหมู่บ้านเอื้ออาทรลพบุรี พร้อมกับอาวุธปืนขนาด .38 ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวมาสอบสวนนั้น นายธวัชชัยได้ขอสวมกอดภรรยาก่อนจะลาจากด้วย

จากการสอบสวน นายธวัชชัย ให้การรับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุตนกับเพื่อนคนขับรถบบรรทุกอีก 2 คน ได้เข้าไปเที่ยว นั่งดื่มสุราและร้องคาราโอเกะ ภายในร้านคาราโอเกะใกล้กับที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นถูก นายยงยุทธ์ ผู้เสียชีวิต เข้ามาต่อว่าเรื่องเสียงของตน อ้างว่าตนร้องเพลงไม่เพราะ ทำให้เกิดมีปากเสียงกัน

จากนั้นตนกับเพื่อนได้ออกไปนอนพักผ่อนบนรถยนต์บรรทุก แต่นึกว่าเรื่องจะจบแล้ว ปรากฏว่า นายยงยุทธ์ ยังตามมาต่อว่าอีกด่าทออีก ซ้ำยังลามปามไปถึงบุพการี ตนพยายามบอกให้เลิกก็ยังไม่ยอมหยุด จึงชักอาวุธปืนออกมายิงจนเสียชีวิต จากนั้นได้ขับรถหลบหนีไป แต่ด้วยความคิดถึงบ้านและเตรียมที่จะเข้ามอบตัวจึงได้ย้อนกลับมาที่บ้านใน จ.ลพบุรี กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในที่สุด

เรื่องเด่น

ติดต่อไม่ได้ 5 วัน หนุ่มศพเน่าคาห้องใต้บันได โพสต์สุดท้าย “กรุณาพูดว่าสะใจ”

(28 ต.ต.62) เมื่อเวลา 19.00 น. ศูนย์วิทยุแจ้งเหตุ สถานีตำรวจภูธรศรีราชา  ได้รับแจ้งเหตุว่าอาจมีผู้เสียชีวิตในบ้านเลขที่ 210/95 หมู่ 5 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังไม่สามารถติดต่อเจ้าของบ้านได้เป็นเวลา 5 วันแล้ว  จึงว่าจ้างจักรยานยนต์รับจ้างให้ไปตรวจสอบ พบว่าในบ้านมีกลิ่นเหม็นคล้ายซากศพ  จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปร่วมตรวจสอบ จึงประสาน พ.ต.ท.อมรวัฒน์ ปานดี สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรศรีราชา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างประทีปธรรมสถานเข้าร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์โฮมสองชั้นปลูกติดกัน พบชาวบ้านที่ทราบข่าวเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ  โดยพบว่าประตูบ้านล็อกจากด้านในด้วยกุญแจตัวยู  ส่วนประตูกระจกเจ้าของบ้านได้ให้กุญแจมาไขเรียบร้อยแล้ว  เมื่อเปิดประตูออกมาก็มีกลิ่นเน่าเหม็นคล้ายซากศพลอยออกมา จึงเข้าไปตรวจสอบในบ้านบริเวณห้องใต้บันไดก็พบน้ำเหลืองไหลออกมาจากห้องดังกล่าว จึงทำการตรวจสอบในห้องพบร่างผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายศักดิ์ชัย  อายุ 31 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานโรงงานในแผนกไอที ของโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ชื่อดังในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง นอนหงายเสียชีวิตในสภาพบวมอืด สวมกางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว

ภายในห้องพบเตาปิ้งย่างวางอยู่ด้านใน พร้อมทั้งถ่านที่ผ่านการจุดไฟจนมอดดับแล้ว สภาพศพคาดเสียชีวิตมาประมาณ 4-5 วัน  เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินมีค่าแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบหมายให้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

จากการสอบสวน นายสัญติชัย จักรยานยนต์รับจ้างที่พบศพผู้เสียชีวิตเป็นคนแรกเปิดเผยว่า เพื่อนผู้เสียชีวิตได้โทรว่าจ้างให้ตนเองมาตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว หลังจากแฟนของเจ้าของบ้านที่อยู่ต่างประเทศไม่สามารถติดต่อผู้เสียชีวิตได้มานานถึง 5 วันแล้ว เมื่อมาถึงบ้านเห็นบ้านล็อก จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาอย่างรุนแรง รวมทั้งเห็นแมลงวันจำนวนมากด้วย จึงแจ้งเหตุการณ์ให้ผู้ว่าจ้างฟัง เมื่อทราบดังนั้น ปลายสายอุทานออกมาว่า “ว้ายยย..สงสัยจะฆ่าตัวตายแน่เลย” ตนจึงบอกให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบโดยด่วน

จากการสอบสวนเพื่อนผู้เสียชีวิตเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรให้ใครฟัง แต่ทราบว่าแฟนของผู้เสียชีวิตไปทำงานอยู่ต่างประเทศได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ก่อนหน้านั้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ในเวลา 22.00 น.  ผู้เสียชีวิตก็โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า “อย่าให้ได้ยินพูดว่าเสียใจ กรุณาพูดว่าสะใจ บาย ๆ “ ก่อนข้อความนั้นจะลบไป แต่เพื่อนในเฟซบุ๊กสามารถเซฟข้อความดังกล่าวไว้ได้   หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อผู้เสียชีวิตได้เลย จึงคาดว่าผู้เสียชีวิตคงจะเครียดหรือมีปัญหาทะเลาะกับแฟนสาวที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำให้คิดน้อยใจ จึงก่อเหตุฆ่าตัวตายดังกล่าว

เรื่องเด่น

สาวทอมรมควันดับคาห้องเช่า ทิ้งจดหมายบอกลาแฟน “รู้สึกดีทุกครั้งที่เธอบ่น”

(22 ต.ค.62) เมื่อเวลา 17.00 น. ร.ต.ท.จิรัสสิทธ์ เพ็ชรทองมา รองสารวัตรสอบสวนสภ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีสาวทอมรมควันฆ่าตัวตาย ในห้องเช่า อพาร์ทเม้นท์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ เดินทางเข้าตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่ารายวันห้องที่ 202 ชั้นสอง ภายในห้องพบศพของ นางสาวนา (สงวนชื่อและนามสกุลจริง) อายุ 31 ปี นอนเสียชีวิตคว่ำหน้าอยู่ข้างเตียงนอนตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องลอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด โดยที่ปลายเตียงมีถาดอลูมีเนียมที่ซ้อนด้วยกระดาษฟอยล์วางอยู่ 2 ถาด บนกระดาษฟอยล์พบกองขี้เถ้าของถ่านหุงข้าวที่ไหม้หมดแล้วอยู่เต็มทั้งสองถาด ตามขอบประตูหน้าต่างใช้ผ้าอุดกันควันรั่วไหลออกด้านนอก พร้อมด้วยกระป๋องเบียร์ ที่ถูกทิ้งไว้ในถังขยะข้างเตียง

และบนเตียงนอนยังพบสมุดที่ผู้ตายเขียนข้อความสั่งเสียเอาไว้วางอยู่ 1 เล่ม ซึ่งมีการเขียนข้อความไว้ว่า “นาคิดว่า นาไม่ไหวกับทุกสิ่งแล้วถึงทำแบบนี้ นาไม่สามารถไปต่อได้อีก ขอโทษด้วยนะที่ปีหน้าไม่สามารถพาไปเขาคิชกูฏได้ เรารักต่ายนะ รู้สึกดีทุกครั้งที่เธอบ่น เธอหวังดี และฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยว่ารักเสมอ ขอโทษด้วยที่ทำแบบนี้ ให้เธออโหสิกรรมให้นาด้วย พาไปงานเจดีย์สมใจแล้วนะ ขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านมารักนะต่าย ฉันรักเธอ แต่ฉันไม่รู้จะสู้ต่อไปได้ยังไง ถ้าผมเป็นอะไรให้โทรหาเบอร์นี้นะครับ 086361xxxx (ต่าย) เค้าเป็นแฟนผม” และในห้องที่เกิดเหตุไม่พบร่องลอยการต่อสู้แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามคนดูแลอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าวได้ทราบว่า  ผู้ตายเข้ามาขอเปิดห้องพักรายวันเวลาประมาณ 13.00 น. ของเมื่อวานนี้ กระทั่งถึงช่วงบ่ายของวันนี้ซึ่งครบเวลาผู้ตายจะต้องเช็กเอาต์ออกจากห้อง ผู้ดูแลหอพักจึงโทรศัพท์ไปที่ห้องเพื่อแจ้งให้ผู้ตายทราบ  แต่ไม่มีคนรับสายจึงได้ให้แม่บ้านขึ้นไปเคาะประตูเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ประตูถูกล็อกจากด้านใน จึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มาช่วยเปิดประตูเข้าไป ได้พบว่าผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่ข้างเตียงนอนและภายในห้องมีแต่กลิ่นเหม็นของควันไฟฟุ้งกระจายไปทั่งห้องพร้อมด้วยถาดที่มีแต่ขี้เถ้าของถ่านหุงต้มวางอยู่ปลายเตียง 2 ถาด

เรื่องเด่น

จับกุม “ดอกเตอร์ลิเดีย” แชร์ทองลวงโลก เหยื่อ 1,500 ราย สูญ 1,500 ล้าน

กองปราบ จับ ดร.ลิเดีย แชร์ทองลวงโลก หลอกผู้เสียหาย นับ 1,500 ราย มูลค่าความเสียหาย กว่า 1,500 ล้านบาท

(17 ต.ค.62) พ.ต.อ.สุรพงศ์  ชาติเสือ รองผู้บังคับการปราบปราม พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงจับกุม น.ส.ปริยันก้า อายุ 41 ปี อดีตสาวโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 236/2562 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2562 ใน ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง”

จากกรณีเมื่อประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย.2562 มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลาย 100 คน ทั่วประเทศได้เดินทางไปร้องทุกข์ต่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน และศูนย์ดำรงธรรม และ ผู้บังคับการปราบปราม ว่าถูก บริษัท โกลด์ ฟาเธอร์ 1978 จำกัด หลอกลงทุนซื้อขายทองคำแท่งและรูปพรรณ มูลค่าความเสียหาย กว่า 1,500 ล้านบาท ผู้เสียหายกว่า 1,500 คนทั่วประเทศ

ซึ่งบริษัท โกลด์ ฟาเธอร์ 1978 จำกัด มี นางสาวปริยันก้า หรือ ดร.ลิเดีย และ นายชนุตม์ คู่สามีภรรยา อ้างจบดอกเตอร์จากอเมริกา เป็นกรรมการผู้จัดการร่วมบริหารบริษัท เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560

โดย นางสาวปริยันก้า ผู้ต้องหาสำคัญ มีการ จัดสัมมนา โฆษณาชักจูงให้ร่วมออมทองและเก็งกำไรทองคำแท่งล่วงหน้า และการขายทองคำออนไลน์ และเวบไซด์บริษัท สร้างความน่าเชื่อถือ อ้างว่าซื้อทองถูกกว่าท้องตลาดถึงร้อยละ15-20 ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปให้ ผ่านทางบัญชีบริษัท และผ่านทางบัญชี ของประธานบริษัท ครั้งละหลายแสน หรือหลายสิบล้านบาท รวมเงินหมุนเวียน กว่า 1,500 ล้านบาท ก่อนที่จะเชิดเงินแล้วหลบหนี

ทั้งนี้จากการตรวจค้นบ้านพักสุดหรูของผู้ต้องหา ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบของกลาง เป็นเอกสารทางการเงินกว่า 2,000 รายการ จึงยึดไว้ตรวจสอบต่อไป จากการตรวจสอบประวัติ นางสาวปริยันก้า พบว่า มีการเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 6 ชื่อ และมีหมายจับคดีฉ้อโกง รวม 14 หมาย

เรื่องเด่น

ผัวใหม่ขี้หึง ระแวงเมียกลับไปเยี่ยมลูกบ่อย บุกถึงบ้านฟันผัวเก่าหน้าแหก-แขนหวิดขาด

เมื่อเวลา 21.00น. (15 ต.ค.62) ร.ต.อ.สุขอินทร์ ราจันทร์แก้ว รอง.สว.(สอบสวน) สภ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายที่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 13 บ้านโนนชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บสวมกางเกงขาสั้นสีเหลืองเพียงตัวเดียว ทราบชื่อ นายปัตทวี อายุ 22 ปี หนุ่มโรงงานเทปใส เทปกาว ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เพราะถูกมีดฟันที่ใบหน้า ศีรษะ ลำตัวเต็มไปเลือดและบาดแผลที่ข้อมือขวามีบาดแผลฉกรรจ์ถูกมีดฟันเป็นแผลลึกเกือบขาด จึงรีบนำตัวส่ง รพ.บึงโขงหลง

นางขวัญฤดี สุขรี่ อายุ 24 ปี พี่สาวผู้บาดเจ็บซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ตำรวจฟังว่า ขณะที่กำลังจะเข้าห้องนอนได้ยินเสียงคนมาเรียกน้องชาย จึงลุกจากที่นอนขึ้นมาดูพร้อมกับอุ้มลูกสาววัยเพียง 1 ขวบมาด้วย ส่วนน้องชายก็เดินมาเปิดประตูเพื่อดูว่าใครมาเรียก ขณะเปิดบานประตูออกก็ถูกคนร้ายจู่โจมชนิดไม่ได้ตั้งตัว ใช้มีดฟันทั้งศีรษะจนเส้นผมขาดกระจุยกระจาย ฟันเข้าใบหน้า ต้องยกแขนขึ้นมาปกป้องแต่ก็ถูกคนร้ายฟันเข้าที่ข้อมือด้านขวาจนห้อยร่องแร่งหวิดขาด จึงได้ตะโกนเรียกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงช่วยเหลือ

ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุได้วิ่งหนีพร้อมถือมีดสปาต้าไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนติดเครื่องยนต์รอหลบหนีไป คนร้ายรายนี้เห็นหน้าชัดเจนคือ นายธนพงษ์ อายุ 24 ปี เป็นสามีใหม่อดีตภรรยาของนายปัตทวี

ส่วนสาเหตุการถูกทำร้ายครั้งนี้  นายปัตทวี เล่าว่าน่าจะมาจากมูลเหตุดังนี้คือ เมื่อหลายปีก่อนตนเองเคยแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวคนหนึ่ง จนมีลูกด้วยกัน 1 คน อายุ 4 ขวบแล้ว อยู่ต่อมาได้เลิกรากันไป จนเธอไปได้สามีใหม่คือ นายธนพงษ์ นานๆ จะมาเยี่ยมลูกสักที แต่ก่อนเกิดเหตุช่วงออกพรรษาภรรยาเก่าได้มารับลูกไปเที่ยว จึงอาจทำให้สามีใหม่เกิดความหึงหวงระแวงว่าภรรยาจะกลับมาคืนดีกันกับสามีเก่า จึงชักชวนเพื่อนมาด้วยกัน 4 คนใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขี่บุกมาก่อเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามตัวสามีเก่ามาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากการกระทำอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

เรื่องเด่น

เตือนภัย “ยาผีบอก” สาวใหญ่ป่วยความดันวูบตาย ชาวบ้านหลอนเห็นกวาดบ้านอยู่หลัดๆ

จากกรณี เมื่อเวลา 14.30 น. (13 ต.ค.62) ร.ต.อ.อุทัย อบมาลี รองสารวัตรสอบสวน สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งว่าพบผู้เสียชีวิต อยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ ภายในบ้านหลังหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ม.8 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่บริเวณหน้าห้องน้ำ ชั้นล่าง พบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ น.ส.พิศมัย อายุ 49 ปี อยู่ในสภาพนอนตะแคงข้าง เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำศพออกมาตรวจสอบไม่พบบาดแผลจากการถูกทำร้ายและร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด โดยพบยารักษาโรคความดันโลหิต รวมทั้งยังพบยาผีบอก หน้าซองระบุสรรพคุณแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก ขับสารพิษ และแก้หอบหืด

จากการสันนิษฐานเบื้องต้น คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8-10 ชั่วโมง เพื่อนบ้านรายหนึ่งระบุว่า ตอนเช้ายังเห็นผู้ตายกวาดบ้านอยู่ จึงเชื่อว่าอาจจะเป็นวิญญาณมาขอความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าว นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่ทั้งนี้มีประเด็น ในที่เกิดเหตุพบซองยาผีบอก นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม พยายามเลียนแบบชื่อยา ที่ได้รับอนุญาต ผู้ผลิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนผู้ขายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 3 แสนบาท ตาม พรบ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า อย. ได้เคยเตือนอันตรายของยาผีบอกแล้ว ตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และยังได้ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. รวมทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามขยายผลและตรวจสอบถึงแหล่งผลิตในพื้นที่ จ.มหาสารคาม พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดด้วย จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อซื้อยาผีบอกมารับประทาน อาจได้รับอันตรายได้

เลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หากเจ็บป่วยให้ปรึกษาแพทย์ และหากต้องการซื้อยาให้ซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน อย่าหลงเชื่อยาที่แสดงสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง และอย่าซื้อยาจากแหล่งจำหน่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ

เรื่องเด่น

กระบะเมาชน 2 นักศึกษาสาวเสียชีวิตคาที่ ขับต่ออีก 2 กิโลเมตร อ้างหยุดรถไม่ได้

หนุ่มเมาขับกระบะชนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 นักศึกษาสาว กลับจากงานวันเกิดเพื่อน เสียชีวิตคาที่ทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 ต.ค.) เมื่อเวลา 02.00 น. สภ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ถูกรถยนต์กระบะชนแล้วหลบหนีมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บนถนนโรจนะ ขาเข้าเกาะเมือง บริเวณสะพานต่างระดับอยุธยา หน้าโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป หลักกม.ที่ 17 หมู่ 3 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

กลางสะพานพบศพ นางสาวธิดารัตน์ อายุ 20 ปี  คนขับรถจักรยานยนต์ ชาวจังหวัดชัยภูมิ สภาพศพแขนขาหัก ห่างออกไปประมาณ 5 เมตร พบศพ นางสาวชนากาญ อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดสิงห์บุรี สภาพศพแขนขาหัก ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน ล้มอยู่กลางถนนมีร่องถูกชนที่ด้านท้ายพังยับเยิน พบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ตกอยู่

ตรวจสอบห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร พบรถยนต์กระบะ โตโยต้า สีดำ สภาพด้านหน้ามีร่องรอยชนได้รับความเสียหาย ไฟหน้าแตก มี นายเสกสรร อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดมหาสารคาม พูดจาวกวนไปมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมตัวไป ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ใช้เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ สูงถึง 150 มิลลิกรัม

ทางด้าน ร.ต.อสามารถ  รักษาศักดิ์ รองสว (สอบสวน) สภ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบ พบว่ารถยนต์กระบะได้พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์อย่างแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย สอบสวนคนขับให้การวกไปวนมาอ้างว่า พอชนรถจักรยานยนต์แต่ไม่สามารถหยุดรถได้จึงขับเลยไปถึง 2 กิโลเมตร จึงสามารถเบรกรถได้ 

จากการตรวจสอบสภาพรถแล้วรถยนต์กระบะได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถขับไปต่อได้ ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ไปงานวันเกิดเพื่อนอยู่ระหว่างเดินทางกลับที่พัก 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ขับขี่รถยนต์กระบะไว้ดำเนินคดี พร้อมกับติดตามญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายเพื่อให้มารับศพไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป

เรื่องเด่น

ชาวบ้านเม็กซิโก โหดจัด! จับนายกเล็กมัดติดรถ-ขับลาก เหตุไม่ทำถนนให้ตามที่หาเสียง

ชาวบ้านในเมืองลาส มาร์การิตาส์ ประเทศเม็กซิโก 11 คนโดนจับกุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 ต.ค.) หลังจากจับตัวนายกเทศมนตรีในท้องถิ่น นายคอร์เค ลุยส์ แอร์นันเดซ มัดมือกับเชือกพันด้วยเทปใส เทปกาวอย่างแน่นหนาแล้วผูกติดกับรถ ก่อนขับให้ตัวนายกเทศมนตรีลากไปกับถนนด้วยความเร็วสูง

ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านทั้ง 11 ทำก่อเรื่องดังกล่าวขึ้น เว็บไซต์ข่าว เอ็กเซลซิออร์ รายงานว่าเป็นเพราะไม่พอใจที่นายแอร์นันเดซผิดสัญญา ที่เคยบอกว่าจะสร้างถนนให้ แต่ไม่ทำ

นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่คลิปที่นายแอร์นันเดซ นายกเทศมนตรีในท้องถิ่น โดนลากไปกับถนนด้วย

Embedded video
เรื่องเด่น

แค่ไอก็รู้เรื่อง โชเฟอร์สิบล้อขับพุ่งเสาไฟ-ตู้ชุมสาย เพราะวูบตอนไอรุนแรง

โชเฟอร์รถเทรลเลอร์เกือบไม่รอด เพราะไอรุนแรงอย่างหนัก ทำรถบรรทุกเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า-กระแทกตู้สัญญาณโทรศัพท์ เสียหายนับล้านบาท

เมื่อคืนวานนี้ (9 ต.ค.) พ.ต.ท.ศิโรจน์ แนบเนียน สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกเทรลเลอร์พุ่งชนเสาไฟฟ้าหักโค่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ม.3 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถกู้ชีพเทศบาลเมืองคลองหลวง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ในที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกเทรลเลอร์หัวลาก 18 ล้อ สภาพด้านหน้ารถชนติดอยู่กับเสาไฟฟ้าแรงสูงริมทาง เป็นเหตุทำให้เสาไฟหักโค่น สภาพหัวรถได้รับความเสียหายพังยับเยิน ขณะที่ด้านใต้รถชนติดอยู่กับตู้ชุมสายโทรศัพท์ขั้นพื้นฐานได้รับความเสียหายกระจัดกระจาย

ส่วนคนขับรถบรรทุกคือ นายปรีชา อายุ 44 ปี ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เหตุดังกล่าวส่งผลทำให้โทรศัพท์พื้นฐานและอินเตอร์เน็ตบ้านในบริเวณดังกล่าวไม่สามารถใช้การได้

นายปรีชา ให้การว่า ตนขับรถมาส่งหลังคาเมทัลชีทที่หน้างานก่อสร้าง ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะเกิดเหตุกำลังขับรถเปล่ากลับบริษัท ย่านคลองเจ็ด เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนมีอาการไออย่างหนัก ทำให้เกิดอาการวูบไประหว่างขับรถ เป็นเหตุทำให้รถบรรทุกเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าริมทางและตู้ชุมสายโทรศัพท์

ทั้งนี้ นายปรีชา บอกว่า ตัวเองมีอาการไอแปลกๆ และไอรุนแรงแบบนี้มาแล้ว 3 วันติดต่อกันแล้ว แต่หนักที่สุดก็คงจะเป็นครั้งนี้ เคราะห์ยังดีที่หลังเกิดอุบัติเหตุตนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สามารถเดินออกจากซากรถได้อย่างหวุดหวิด

พ.ต.ท.ศิโรจน์ แนบเนียน สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุบันทึกภาพเป็นหลักฐานและเชิญตัวผู้ขับขี่ไปสอบปากคำ ร่วมประสานการไฟฟ้า โทรศัพท์เพื่อมาทำการแก้ไขและยกรถไปเก็บไว้ที่สถานที่เก็บของกลางและดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ต่อไป

เรื่องเด่น

จุดยากันยุงสูดตายคาเก๋ง ผัวเมียทิ้งจดหมายอำลา เครียดปัญหาบ้านถูกยึด

“ถ้าเรามีบ้าน คงไม่ตัดสินใจตาย” 2 สามีภรรยาจับมือสิ้นใจ จุดยากันยุงรมควันเสียชีวิตคารถยนต์ พร้อมกับทิ้งจดหมายสั่งเสียเอาไว้ ปมเพราะบ้านถูกเจ้าหนี้ยึด

เมื่อคืนวานนี้ (7 ต.ค.) ร.ต.อ.ประมาณ ยวนยี รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งมีเหตุคนนอนเสียชีวิตภายในรถยนต์ จอดอยู่บริเวณโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างจิตต์ศรีสะเกษธรรมสถาน และแพทย์เวร รพ.ศรีสะเกษ ไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบรถยนต์นิสสัน มาร์ช สีเขียว จอดอยู่ริมถนน พร้อมกับติดเครื่องยนต์เอาไว้ โดยประตูปิดล็อกเอาไว้ทุกด้าน ภายในบริเวณที่นั่งคนขับ พบชายวัยประมาณ 60 ปี นั่งอยู่ในลักษณะเอนเบาะนอนแน่นิ่ง ไม่ไหวติง และข้างๆ กันพบหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งในลักษณะเดียวกันอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ ขาซ้ายวางพาดขึ้นมาอยู่บนคอนโซลหน้ารถ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น คาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้วทั้งคู่

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงเร่งทำการงัดประตูหน้าฝั่งคนขับเพื่อเปิดประตูรถออก พบว่าทั้ง 2 คนได้เสียชีวิตแล้ว จากการตรวจสอบทราบชื่อคือ นายประกาศิต อายุ 61 ปี และ น.ส.อมรรัตน์ อายุ 53 ปี ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ส่วนที่ท้ายรถพบกระถางต้นไม้วางอยู่บนกระทะไฟฟ้า ภายในพบมีการจุดยากันยุงเอาไว้หลายขดพร้อมกัน

จากการตรวจสอบภายในกระเป๋าสะพายของนางอมรรัตน์ พบมีจดหมายฉบับหนึ่งมีข้อความระบุว่า

“ข้าพเจ้า อมรรัตน์ ขอโทษด้วยนะคะ ตัดสินใจทำแบบนี้เพราะทำอะไรก็มีแต่คนเห็นแก่ตัว ขอโทษเจ้าหนี้ด้วย ไม่ต้องสืบอะไร เพราะว่า อมรรัตน์ ไม่มีพี่น้องที่ไหนเลย ฝากร่างอมรรัตน์และเงินติดตัว ขอมอบให้กับมูลนิธิฯ บ้านถูกยึดแล้วยังถูกฟ้องอีก จึงรับไม่ได้ ขอตายดีกว่าอยู่แล้วทรมาน ฝากมูลนิธิเผาร่างเราทั้งสองด้วย สุดท้ายขอรบกวนอย่างหนึ่งด้วยนะคะ ทรัพย์สินที่ติดตัวยกให้มูลนิธิ อย่าส่งข่าวไปหาญาติที่ไหน เพราะเราไม่มีญาติ บ้านก็เช่าเขาอยู่ รบกวนมอบร่างเราทั้งสองให้มูลนิธิ เราทั้งสองขอขอบคุณมาก ถ้าเรามีบ้าน เราคงจะไม่ตัดสินใจตายพร้อมกัน”

เจ้าหน้าที่จึงเก็บจดหมายฉบับดังกล่าวเอาไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่แพทย์ระบุว่า ทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง ขณะที่จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า มีพยานพบเห็นรถคันดังกล่าวได้มาจอดไว้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 ตุลาคม กระทั่งช่วงค่ำมีพลเมืองดีผ่านมาพบเห็น เนื่องจากรถคันดังกล่าวติดฟิล์มกรองแสงไม่ทึบมาก และเห็นว่ารถยังสตาร์ทเครื่องเอาไว้อยู่ทั้งวัน เคาะกระจกเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมากตรวจสอบดังกล่าว

อย่างไรก็ตามสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองน่าจะเกิดเครียดจากปัญหาส่วนตัว จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน โดยนำเอายากันยุงมาจุดเพิ่มรมควันฆ่าตัวตายดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้เร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเด่น

หนุ่มนั่งวิปัสสนาเห็นนิมิต วิญญาณปริศนานำทาง มาเจอศพหมกปั๊มร้าง

หนุ่มนักปฏิบัติธรรมนุ่งขาว พาตำรวจไปชี้จุดพบศพชายนิรนาม ถูกเผาหมกคาห้องน้ำปั๊มน้ำมันร้าง อ้างนั่งวิปัสสนาอยู่ได้รับกระแสจิต บางอย่างขอให้ช่วย นำทางพามาเจอศพในที่สุด

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน หลังได้รับแจ้งจากนักปฏิบัติธรรมว่ามีผู้เสียชีวิต จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและร่วมชันสูตรพลิกศพ

จุดเกิดเหตุเป็นปั๊มน้ำมันถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี พบกลุ่มชาวบ้านกำลังมุงดู โดยมีชายหนุ่มสวมเสื้อสีขาว และหญิงชราในชุดนุ่งขาว นำทางเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุ ที่อยู่ทางทิศเหนือของปั๊มน้ำมัน จุดดังกล่าวเป็นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เรียงรายกัน 10 ห้อง

จากการตรวจสอบห้องน้ำห้องที่ 4 พบศพถูกไฟไหม้ทั้งตัวจนเกลียม บริเวณเพดานดำไปด้วยควันไฟ จากนั้นอาสาสมัครกู้ภัยวัดหมอนไม้ นำร่างผู้เสียชีวิตออกจากยังที่เกิดเหตุ เพื่อชันสูตรพลิกศพ

นายเกียรติศักดิ์ อายุ 30 ปี นักปฏิบัติธรรม เล่าว่า ตนนั่งวิปัสสนาจากกระแสจิต พบเห็นเท้าสีดำ 2 ข้างมาขอให้ช่วยเหลือถูกฆ่าที่ปั๊มน้ำมันร้าง ระบุว่าตั้งอยู่ถนนทางไปพิษณุโลก จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้แม่ขาวฟัง แม่ขาวคือ นางน้ำเย็น อายุ 79 ปี ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดพระแท่นด้วยกัน จึงชวนกันออกตามหาปั๊มน้้ำมันที่เห็นในนิมิต กระทั่งมาพบสถานที่แห่งนี้และเข้าไปเดินหา จนได้กลิ่นเหม็นเน่าและพบศพอยู่ในห้องน้ำในที่สุด

พ.ต.อ.ฉัฐวัชร พงศ์วาสน์ ผกก.สภ.วังกะพี้ เปิดเผยว่า ผลจากชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นแพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ทราบเพียงว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย ส่วนชื่อ-นามสกุล ส่วนสูง และเสียชีวิตมากี่วันแล้วยังไม่ทราบ ต้องนำศพส่งตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์อย่างละเอียดก่อน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของชายนิรนามรายดังกล่าว ตำรวจทุกฝ่าย เร่งลงพื้นที่เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป

เรื่องเด่น

ผวาเข่าอ่อน! เปิดประตูซ่อมห้องว่างเจอศพ เหลือเพียงแค่โครงกระดูก

ผู้ดูแลคอนโดมิเนียมในปทุมธานี เข้าไปซ่อมประตูในห้องที่ยังว่าง แต่ต้องช็อกตาตั้ง เพราะเจอศพเหลือแค่กระดูกอยู่ภายในห้องน้ำ พบเป็นคนเช่าเก่าที่ขาดการติดต่อไปหลายเดือน

เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) พ.ต.ท.สุเมธ จงเนติวิศิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ข้างร้านจำหน่าย กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาลหลังได้รับแจ้งรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ นำกำลังชุดสืบสวน อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นคอนโดมิเนียม สูง 7 ชั้น ห้องที่เกิดเหตุอยู่ชั้นที่ 3 พบผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ อยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้า ไม่สวมใส่เสื้อผ้า มีเพียงผ้าขนหนูคลุมร่าง ชิ้นส่วนร่างกายเหลือเพียงกระดูกไม่เหลือเค้าโครงใบหน้าเดิม ภายในห้องพบขวดเหล้าขาว ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง สมุด ปากกา แว่นตา และเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ตลอดจนเสื้อผ้าวางอยู่ ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายนิรันดร อายุ 60 ปี

จากการสอบถาม นายศิริชัย อายุ 56 ปี ผู้ดูแลอาคารดังกล่าว เปิดเผยว่า ห้องนี้เป็นห้องว่าง จึงได้ไปขอกุญแจจากนิติบุคคลมาเปิด เพื่อทำการถอดประตูที่ชำรุดมาเก็บไว้ แต่เมื่อเปิดเข้าไปก็รู้สึกเอะใจ เพราะห้องนี้เป็นห้องว่าง แต่ทำไมยังมีสิ่งของเครื่องใช้วางอยู่ เมื่อเดินเข้าไปดูในห้องน้ำก็ต้องตกใจสุดขีด เพราะพบเห็นศพผู้เสียชีวิตเหลือเพียงโครงกระดูก

ทั้งนี้ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็น รปภ.ของสถานที่แห่งอื่น ก่อนจะมาเช่าห้องพักแห่งนี้ ก่อนจะขาดการติดต่อกับนิติบุคคลไป ทางอาคารจึงได้แปรเปลี่ยนเป็นห้องว่าง และทำการตัดน้ำตัดไฟ โดยตนเคยเจอผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 4 เดือนที่แล้ว ตอนที่มาต่อน้ำต่อไฟให้ เมื่อผู้เสียชีวิตเข้ามาพักครั้งแรก โดยปกติผู้ตายกลับจากทำงานจะนั่งดูโทรทัศน์และดื่มสุราทุกวัน และไม่ค่อยพูดคุยกับใคร พอตอนเช้าก็จะออกไปทำงานเป็นประจำ

พ.ต.ท.สุเมธ จงเนติวิศิษฐ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียดพร้อมสอบปากคำพยานบุคคล และให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเด่น

หนุ่มรับเหมาจุดเตารมควันดับคารถ จดหมายลาตายสุดเศร้า “กราบเท้าพ่อแม่ที่รัก…”

เมื่อเวลา 17.00 น. (2 ต.ค. 62)  พ.ต.ท.มงคล ศิริเวช สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแสนสุข ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตภายในรถกระบะที่จอดอยู่ในซอยมาบมะยม หน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.ชลบุรี และกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนชลบุรี จอดอยู่สภาพดับเครื่อง

พอเปิดประตูรถออกพบร่างนายสมชาย อายุ 41 ปี สภาพเสียชีวิตมาประมาณ 2-3 วัน ใส่กางเกงยีนส์ สวมเสื้อยืดทีมฟุตบอลชลบุรีเอฟซี นอนเอนเบาะตรงที่นั่งคนขับ และที่วางเท้าข้างซ้ายพบเตาอั้งโล่ มีถ่านเหลืออยู่เล็กน้อยและมีรอยถูกจุดไฟแต่ดับแล้ว ไม่พบร่อยรอยการถูกทำร้าย

พบจดหมายลาตายเขียนด้วยปากกาสีดำมีข้อความว่า “กราบเท้าพ่อและแม่ที่รักและเคารพ ชีวิตนี้ลูกคงมาได้แค่นี้ขอโทษที่ตัดสินใจแบบนี้ แต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องทุกข์ใจเพราะลูกคนนี้  ชาตินี้คงไม่มีบุญได้ทดแทนบุญคุณพ่อและแม่ ขออโหสิกรรมจากพ่อและแม่และทุกๆ คนที่เข้ามาในชีวิต เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เกิดมาเป็นลูกพ่อและแม่ครับ อย่าได้โทษใครที่ลูกตัดสินใจแบบนี้ ขอโทษนะครับ รักและคิดถึงเสมอ ..รักษาสุขภาพด้วยนะ ”

สอบถามนายเยื้อน ทองมี อายุ 54 ปี บิดาผู้ตายเผยว่า ตนพักอยู่อำเภอพานทองมีคนโทรไปบอกว่าลูกชายเสียชีวิตจึงมาดู เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเขาฆ่าตัวตายเพื่ออะไร ดูในจดหมายลาตายก็ไม่ได้บอกอะไร

ส่วนนายอนันดา อายุ 19 ปี น้องชายผู้ตายซึ่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า พี่ชายมาหาวันอาทิตย์มานอนด้วย 1 คืน เอาเสื้อผ้าและพระเครื่องมาด้วย และไม่ค่อยพูดเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ตนยังถามว่าจะอยู่หลายวันเหรอ พี่ชายบอกว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ตนก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าจะมาคิดสั้นแบบนี้ แล้วก็แยกกันวันจันทร์ตอนเที่ยงวัน และพี่ชายไลน์มาบอกเวลาประมาณ 3 ทุ่มของวันจันทร์ ว่าเอาของกินแขวนไว้ที่หน้าบ้านแล้วนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าพี่ชายเครียดเรื่องอะไร

เรื่องเด่น

หนุ่มพนักงานขายช็อก เจอพระคล้ายเจ้าอาวาสวัดพุ่งเข้ากอด บอก “ก็มันอดใจไม่ไหว”

เปิดใจ พนักงานขายเหยื่อเจอชายนุ่งผ้าเหลืองพุ่งเข้ากอด เจ้าคณะตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ชี้หน้าคล้ายเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในร้านแห่งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์พนักงานขายถูกชายแต่งกายคล้ายพระลวนลาม ด้วยการพุ่งตัวเข้ามากอด พร้อมระบุว่า ชายในชุดผ้าเหลืองดังกล่าวอยู่ในเพชรบูรณ์ ซึ่งมีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย บางรายก็ว่าเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน

ล่าสุด (26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้โพสต์และเดินทางไปตรวจสอบ พบเป็นร้านค้าจำหน่ายข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน ตั้งอยู่ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ โดย นายเอ (นามสุมมติ) อายุ 23 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกจ้างขายของร้านแห่งนี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนอยู่หน้าร้านได้มีรถยนต์กระบะมาจอดหน้าร้าน และได้มีพระเดินลงมา จากนั้นได้เดินเข้าไปในร้านเพื่อที่จะหาซื้อกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล

ตนจึงเดินพาไปดูสินค้า และระหว่างที่พระรูปดังกล่าวยื่นไม้เกาหลังให้ตน เพื่อนำไปคิดเงิน จู่ๆ พระรูปดังกล่าว ก็เข้ามาซบและโอบกอด รวมทั้งใช้มือขวาลูบบริเวณเป้ากางเกงของตน ทำให้ตนรู้สึกช็อก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องหน้าพระรูปดังกล่าว จากนั้นได้ผลักพระออกไปและพาไปจ่ายค่าสินค้าที่บริเวณเคาน์เตอร์คิดเงิน

จากการสอบถามพนักงานที่เคาน์เตอร์เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดด้วย ได้เล่าว่า ขณะที่พระรูปดังกล่าวเดินมาจ่ายค่าสินค้าตนยังได้พูดว่า “เห็นนะว่าทำอะไร” โดยพระรูปดังกล่าวก็พูดแก้เก้อว่า “ก็มันอดใจไม่ไหว” จากนั้นได้เดินออกจากร้านไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตนรู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากตนโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงโซเชียล ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูและแชร์คลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระว่าไม่เหมาะสม พร้อมกับตั้งฉายาให้ชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระว่า “หลวงเจ๊”

ด้าน เจ้าคณะตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าพระสงฆ์ที่ปรากฏในคลิป มีลักษณะคล้ายเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในตำบลน้ำร้อน ซึ่งในขณะนี้คณะสงฆ์ตำบลน้ำร้อน เตรียมตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบ และสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปยังอำเภอและจังหวัดเพื่อพิจารณาต่อไป

เรื่องเด่น

โชเฟอร์แอปดังข่มขืนสาว 17 แชทอ้อนวอนเหยื่อ “อย่าพังอนาคตผมและลูกผมเลย”

จากกรณีที่ น.ส.บี (นามสมมติ) เด็กนักเรียนชั้น ม.5 อายุ 17 ปี ได้ไปสังสรรค์งานวันเกิดกับเพื่อนและมึนเมาสุรา ก่อนจะกดแอปพลิเคชั่นใช้บริการรถรับส่งผ่านแอป เพื่อพาไปส่งที่หอพัก แต่ปรากฏว่าคนขับรถได้พาเข้าซอยเปลี่ยว จอดรถบริเวณหลังโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป และก่อนเหตุข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ ก่อนจะพาไปส่งที่พัก เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น 

ล่าสุด อีจัน ได้เปิดเผยแชทข้อความของหนุ่มแกร็บผู้ก่อเหตุ โดยผู้เสียหายได้ค้น หาชื่อคนขับแกร็บในเฟซบุ๊ก ตามชื่อที่ปรากฏในแอปพลิเคชั่นจนเจอ และติดต่อไป ซึ่งคนขับก็ได้ตอบข้อความแชท พร้อมยอมรับ ทำจริง เพราะตนเองก็เมา

นอกจากนี้แล้ว แม่ของคนขับได้ติดต่อมาหาเธอ และบอกให้เธอให้ข้อมูลตำรวจว่า “เธอสมยอม” แต่เธอไม่ได้ยอม ยอมรับว่าเมามากจนไม่สามารถปกป้องตนเองได้ แต่คนขับก็ไม่มีสิทธิ์มากระทำกับเธอแบบนี้ “หากวันนั้น คนขับหักห้ามใจ และไม่ก่อเหตุแบบนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด” อย่างไรก็ตาม ทางคนขับได้แจ้งไว้ว่า จะเข้ามอบตัวในวันที่ 23 ก.ย.62 นี้ ที่ สภ.เมืองอุดรธานี

>> สาวมัธยมฯ สะอื้น กดแอปเรียกรถไปส่งหอ คนขับลากข่มขืนเบาะหลัง

>> “แกร็บ” ลั่นฉีกสัญญาโชเฟอร์หื่น เหตุลวงข่มขืนผู้โดยสารเด็กสาว ม.5

>> เปิดนาทีสาว ม.5 ขึ้นรถที่เรียกผ่านแอป ก่อนพาไปข่มขืน โชเฟอร์หนุ่มนัดเตรียมมอบตัว

เรื่องเด่น

ต้นไม้ใหญ่ 100 ปี โค่นทับกระบะกลางถนน กู้ภัยช่วยเป็นชั่วโมง-ดับคาซาก

สามีภรรยาขับรถกระบะมาตามทาง ต้นไม้ใหญ่อายุ 100 ปี โค่นลงมาทับกลางทางแบบไม่ทันตั้งตัว ชาวบ้านแปลกใจเกิดเหตุทั้งที่ไม่มีพายุหรือฝนตกในพื้นที่

(19 ก.ย.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา เกิดเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับรถกระบะ สีดำ ระหว่างขับอยู่บนถนน ใกล้กับโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ได้โค่นทับลงอย่างกะทันหัน ทำให้ นายอุดม อายุ 61 ปี และ นางทองศร อายุ 56 ปี ภรรยาชาวอำเภอแม่แตงได้รับบาดเจ็บสาหัส และหมดสติติดคาอยู่ในตัวรถ

หลังเกิดเหตุชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง พยายามช่วยเหลือออกมาแต่ไม่สำเร็จ จึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้ามาช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าช่วยเหลือตัดซากรถเพื่อนำตัวออกมา ขณะเดียวกันทีมกู้ชีพจากโรงพยาบาลแม่แตง ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลา เนื่องจากทั้งคู่มีภาวะเสียเลือดมาก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงจึงช่วยเหลือ นางทองศร ออกมาได้สำเร็จ ก่อนจะรีบนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่นายทองศร ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตภายในคาซากรถ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุสามีภรรยาได้ขับรถมาตามถนน เมื่อผ่านตรงจุดเกิดเหตุ อยู่ๆ ต้นไม้ขนาดใหญ่อายุเกือบ 100 ปี ก็ได้ล้มโค่นลงมาทับใส่รถทันที โดยที่ช่วงเกิดเหตุไม่มีฝนตกหรือลมพายุใดๆ

สำหรับสาเหตุคาดว่ามาจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกสะสมในพื้นที่มานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ดินอุ้มน้ำและกัดเซาะราก จนไม่สามารถยึดเกาะกับดินได้ ทำให้ต้นไม้โค่นล้มทับรถดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกลมแรง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันอีก

เรื่องเด่น

นาทีชีวิต กู้ภัยปั้มหัวใจช่วยหนุ่มขี่ จยย.ชนท้ายรถสองแถว ก่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหว

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2562 เจ้า​หน้าที่​ต​ำ​ร​วจ ​สภ.กระทุ่มแบน​ จ.สมุทรสาคร​พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรุดไปตรวจสอบเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถสองแถวโดยสารมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส1รายบนถนนเศรษฐกิจ 1 ฝั่งขาเข้ากระทุ่มแบน ใกล้โรงงานผลิต เทปขุ่น สก๊อตเทป

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Kawasaki สีดำ หมายเลขทะเบียน ​5กถ4371 กรุงเทพ​ ล้มอยู่กลางถนนใกล้กันพบผู้ได้รับ​บาดเจ็บ​เป็นชายสภาพนอนคว่ำหน้า หายใจรวยริน

เจ้าหน้าที่​กู้ชีพเร่งช่วยกันปฐม​พยาบาลทำการปั้มหัวใจแต่สุดท้ายช่วยไม่ได้ผู้ได้รับ​บาดเจ็บ​เสียชีวิต​ ทราบชื่อ​ต่อมา​คือ​นาย​ ทศพร​ วัฒนศรี​ อายุ​ 32 ปี​ สภาพศพมีแผลฉีกขาดที่หน้าผากและศีรษะ​แตกมีเลือดไหลจำนวนมาก

ส่วนรถคู่กรณี​เป็นรถสองแถวโดยสารสีฟ้าหมายเลขทะเบียน​ 10-2206 สมุทรสาคร​ มีนายกำพล​ สุกิจพัฒคุณ​ อายุ​ 44ปี​ เป็นคนขับแต่ขณะเกิดเหตุลงไปกินข้าวจึงจอดทิ้งไว้ข้างทาง

สอบถามนายกำพล​ คนขับรถสองแถว​โดยสาร​เล่าให้ฟังว่า​ ตนขับรถมาจอดตรงจุดเกิดเหตุตั้งแต่ประมาณ​ตอนสี่ทุ่มเพื่อลงไปหาข้าวกินซึ่งร้านห่างออกไปไม่มากนัก​และมาเจอเพื่อนนั่งกินข้าวอยู่เลยนั่งคุยกันยา​ว​ มาทราบเรื่องก็ตอนที่ได้ยินเสียงไซเรน​มูลนิธิ​และมองออกมาเห็นคนมุงดูใกล้กับรถของตนจึงเดินมาดูและทราบเรื่องดังกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและจะได้ประสานดูภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นเพื่อหาสาเหตุ​ของการเฉี่ยว​ชน​กันในครั้งนี้ส่วนศพผู้เสียชีวิต​มอบให้เจ้าหน้าที่​มูลนิธิ​ร่วม​กตัญญู​นำส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบน​เพื่อ​ชันสูตร​หา​สาเหตุ​ของ​การ​เสียชีวิต​ที่​แท้จริง​ต่อไป

เรื่องเด่น

ฮือฮาทั้งหมู่บ้าน “เต่าสีทอง” มาให้โชค แห่ส่องท้อง-ได้เลขสมใจนึก

ชาวบ้านแห่ตามมาดู “เต่าสีทอง” หลังติดลอบจับปลาของชาวบ้าน พบมีลักษณะพิเศษกว่าตัวอื่นๆ เนื้อตัวสีเหลืองทอง แห่ส่องมองเห็นเลขดั่งใจฝัน

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 193 ในตำบลไร่เก่า อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านต่างพากันไปมุงดู “เต่าสีทอง” ในกะละมัง เพื่อขอโชคลาภกับเต่าสีทองตามความเชื่อส่วนบุคคลอย่างเนื่องแน่น หลังเจ้าของบ้านบังเอิญพบเต่าตัวนี้เข้า

นายสุวัฒน์ อายุ 30 ปี เจ้าของบ้านได้เปิดเผยว่า ตนมักจะออกไปหาปลาที่บึงหลังโรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า อยู่เป็นประจำ โดยในช่วงเช้าจะนำลอบไปวางที่ทุ่งสามร้อยยอด พอตกเย็นหลังเลิกงานก็จะไปกู้ลอบที่ดักไว้ ปกติมักจะเจอเต่านาเข้ามาติดลอบอยู่เป็นประจำ ตนก็จะปล่อยไปทุกครั้ง

แต่สำหรับครั้งล่าสุดได้บังเอิญเจอเต่านาที่มีลักษณะแตกต่างไปจากตัวอื่นๆ เพราะมีกระดองสีเหลือ และตัวเป็นสีทอง จึงได้นำกลับมาบ้านและตั้งใจจะเลี้ยงไว้ เพราะคิดว่าเป็นเต่ามงคลให้โชคลาภ กระทั่งข่าวการค้นพบเต่าสีทองแพร่กระจายออกไป ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ทยอยกันมาขอดูเต่าตัวนี้

บางคนได้นำแป้งมาลูบที่กระดองเต่าและท้องเต่า เพื่อหวังจะขอโชคลาภ โดยเต่าสีทองตัวนี้มีน้ำหนักประมาณ 1 ขีด สีทอง อายุประมาณปีกว่า มีลักษณะสวยงามมาก ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเต่าทองให้โชคลาภ ขณะที่บางคนอ้างว่ามองเห็นตัวเลขขึ้นให้เห็นบนหลังและท้องเต่า อาทิ เลข 3, 7 หรือ 2 หรือบางเสียงก็ตีเลขเต่าเป็นเลข 4 เมื่อนำมารวมกันก็จะได้เลข 453 ตามความเชื่อส่วนบุคคล

เรื่องเด่น

แม่ใจสลาย รู้ข่าวลูกชาย “ผีน้อยเกาหลี” เสียชีวิต ทั้งที่ขอทำงานปีสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

แม่แรงงานไทยใจสลาย หลังทราบลูกเสียชีวิตที่เกาหลีใต้ เผยก่อนตายลูกบอกปีนี้ขอทำงานเป็นปีสุดท้าย ก่อนเก็บเงินเก็บทองกลับมาอยู่บ้าน

ความคืบหน้ากรณีแรงงานชาวไทยเหยื่อแก๊สรั่วไหลที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลในเมืองยองด็อก จังหวัดคย็องบก ทางตะวันออกของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่ง 2 ใน 4 ผู้เสียชีวิต เป็นแรงงานต่างชาติชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย เพราะวีซ่าทำงานหมดอายุ

>> สื่อเกาหลีตีข่าว “ผีน้อย” ตายสังเวยบ่อแก๊สพิษ ลักลอบไปทำงาน 8 ปีไม่เคยกลับไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 ก.ย.) จากการลงพื้นที่ไปที่บ้านหมู่ 14 ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของ 1 ในแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว คือ นายนิคม ได้พบกับนางสะหวอง แม่ของนายนิคม

นางสะหวอง เปิดเผยว่า เดิมทีนายนิคมทำงานอยู่ที่โรงงาน กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ในจังหวัดสมุทรปราการ แต่ค่าแรงที่ได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน จึงตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศตามคำชักชวนของเพื่อนๆ โดยไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ประมาณ 7 ปีกว่า เกือบ 8 ปีแล้ว จนมาเสียชีวิตจากเหตุในครั้งนี้

ส่วนการเดินทางเข้าไปทำงานแบบผิดหรือถูกกฎหมายนั้น ตนเองก็ไม่ทราบเรื่อง เนื่องจากเห็นว่าทำงานหลายปีแล้วคงไม่ได้กระทำผิดอะไร และนายนิคมจะส่งเงินกลับมาให้ใช้ทุกเดือน เดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท ซึ่งเงินในส่วนนี้จะใช้ดูแลลูกของนายนิคมด้วย ปัจจุบันลูกของนายนิคมที่ตนดูแลอยู่ก็อายุ 13 ปีแล้ว

เบื้องต้น ตนได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับภรรยาของนายนิคมซึ่งเดินทางไปทำงานด้วยกันที่ประเทศเกาหลีใต้ จึงทราบว่าจะทำการฌาปนกิจศพที่ประเทศเกาหลีใต้ แล้วจะนำเถ้ากระดูกกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศไทยอีกที

แต่ที่น่าเสียใจคือก่อนเกิดเหตุไม่นาน ตนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับลูกชาย ซึ่งลูกชายบอกว่า ขอเวลาทำงานเก็บเงินเก็บทองเป็นปีสุดท้ายเพื่อไปไว้ตั้งตัว ก่อนที่จะกลับมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ลูกชายก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน

เรื่องเด่น

ชาวบ้านร่ำลืออาเพศ ไฟไหม้วอดต้นสลากกลางวัด เงินแสนหายแค่เสี้ยวนาที

นาทีไฟไหม้ต้นสลากย้อมมัดเงินสด กลางวัดพระธาตุหริภูญชัย วอดวายเงินสดนับแสนบาทไปเพียงพริบตาเดียว ชาวบ้านหวาดกลัวเป็นสัญญาณของลางร้าย

(10 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน ใกล้โรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ต้นสลากย้อมขึ้น ท่ามกลางความตกใจของศรัทธาสาธุชนที่มาร่วมงานสลากย้อม ซึ่งมีขึ้นเป็นวันแรก สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อเร้นลับ

อีกทั้งยังมองว่าเป็นลางร้าย เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวออกมาว่ายอดพระธาตุเสียหาย เนื่องจากมีโดรนบินชน ทำให้ต้องมีการบูรณะโดยเร่งด่วน และหลังจากนั้นก็มีเหตุไฟไหม้ต้นสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งการจัดงานประเพณีสลากย้อมมีการจัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้จะมีขึ้นวันที่ 10-13 กันยายน 2562 โดยวันนี้เป็นวันแรกของพิธี และจะมีการแห่ถวายทานหรือต้นสลากย้อมในวันที่ 13 กันยายนนี้

จากการสอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ทางคณะศรัทธาวัดน้ำโค้ง ต.หนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน ได้ขึ้นไปตกแต่งต้นสลากย้อมโดยนำเอายอดเงินส่วนใหญ่เป็นธนบัตร รวมทั้งอาหารแห้ง เครื่องใช้ต่างๆ โดยใช้เชือกฟางมัดติดกับต้นสลากย้อม และใช้ไฟแช็กเผาส่วนที่เหลือหรือยาวออกมาเพื่อให้ขาดออกจากกัน

แต่ปรากฏว่าต้นสลากย้อมเป็นวัตถุที่มีกระดาษเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งยอดที่เป็นเงินธนบัตร จึงเป็นวัตถุไวไฟ กลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็วจึง ทำให้ต้นสลากเสียหายทั้งต้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปในทางที่ไม่ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพียงความเชื่อ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุจากความประมาทในการจัดเตรียมงาน ขณะนี้ทางคณะศรัทธาวัดน้ำโค้งกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะสร้างต้นสลากย้อมขึ้นมาใหม่หรือไม่ต่อไป

เรื่องเด่น

โจรซ้อน 3 ประชิดต่อยปล้นโทรศัพท์สาว ซิ่งพลาดท่ารถล้มยังหนีต่อ

ตำรวจทองหล่อรวบ 3 โจรขี่จักรยานยนต์ซ้อนสามกลางดึก ประชิดต่อยทำร้าย ปล้นโทรศัพท์มือถือหญิงสาว พลาดท่ารถล้มระหว่างทาง ยังกัดฟันหนีไปต่อ

(9 ก.ย.) พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.ทองหล่อ ได้แถลงข่าวจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุปล้นชิงโทรศัพท์มือถือจากเหยื่อผู้หญิงคนหนึ่ง ประกอบด้วย นายนันทวัฒน์ อายุ 23 ปี, นายอนุวัต อายุ 21 ปี และนายวัชรเกียรติ อายุ 19 ปี พร้อมกับของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีแดง และมีดปลอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุบันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมด โดยพบว่าคนร้ายได้ใช้กำลังทำร้ายผู้หญิงเพื่อปล้นชิงโทรศัพท์มือถือไป ก่อนจะรีบวิ่งกลับขึ้นรถจักรยานยนต์ และเร่งเครื่องหลบหนีไป แต่ขี่รถออกได้ไมถึง 10 เมตร ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ของคนร้ายเกิดเสียหลัก ทำให้รถล้มลงกับพื้น ทั้งหมดจึงต้องช่วยกันพยุงรถขึ้นและรีบทรงตัวขี่รถหนีไปทางถนนพระราม 4 ใกล้โรงงานผลิตเทปใส เทปกาว โดยทำมีดปลอกผลไม้ตกเอาไว้ในที่เกิดเหตุ

หลังจากได้รับแจ้งความร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ กระทั่งทราบว่าทั้งหมดพักอาศัยอยู่ย่านห้วยขวาง จึงได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ หลังก่อเหตุได้นำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งไปขายผ่านเฟซบุ๊ก ได้เงินมา 10,000 บาท และได้แบ่งกัน ส่วนโทรศัพท์อีกครั้งเก็บเอาไว้ใช้เอง โดยอ้างว่าเพราะมีปัญหาเรื่องการเงินและเพิ่งก่อเหตุเป็นครั้งแรก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อหลบหนี ก่อนนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

พบแล้ว! ชิ้นส่วนชายนั่งวีลแชร์ท่อนบน รถบรรทุกชนเละลากศพข้ามอำเภอ

ความคืบหน้ากรณีพบชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ท่อนล่างร่วงตกอยู่กลางถนน จ.นครนายก ที่แท้เป็นชายนั่งวีลแชร์โดนรถบรรทุกชนร่างเละแล้วถูกรถอีกคันลากไปไกลข้ามอำเภอ

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากพลี จ.นครนายก ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์เพศชาย เป็นอวัยวะช่วงล่าง ตั้งแต่ท่อนเอวลงไป สภาพแหลกเละ ร่วงหล่นอยู่บนถนนตรงสะพานข้ามคลอง บริเวณร้านขาย ฟิล์มยืด เเละ ฟิล์มยืดพันพาเลท หน้าวัดฝั่งคลอง ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสายสุวรรณศร-นครนายก ฝั่งมุ่งไปยัง จ.ปราจีนบุรี ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 7-8 

* สะพรึงแต่เช้า ชิ้นส่วนมนุษย์ปริศนา ร่วงตกอยู่กลางถนนสุดสยดสยอง

ล่าสุด (10 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ลงพื้นที่ไปที่ สภ.บ้านนา จังหวัดนครนายก เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น่าจะเป็นเคสเดียวกันกับเมื่อคืนช่วงเวลา 03.00 น.

เพราะในที่เกิดเหตุพบแต่ชิ้นส่วนท่อนบนของผู้เสียชีวิต หลังถูกรถบรรทุกชนแล้วเหยียบซ้ำจนร่างแหลกเละ แต่หาชิ้นส่วนท่อนล่างไม่เจอ จนช่วงเช้าได้มีชาวบ้านในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ได้โทรศัพท์แจ้งไปยัง สภ.ปากพลี ว่าพบชิ้นมนุษย์ตกอยู่บนถนน

ผู้สื่อข่าวได้พบกับคนขับรถบรรทุกต่อมาทราบชื่อ นายสมยศ อายุ 35 ปี เปิดเผยว่า ตนเองขับรถบรรทุกมาจากทางคอยกำลังจะไปฉะเชิงเทรา พอมาถึงที่เกิดเหตุมืดมาก มองเห็นอีกทีรู้ว่าชนคนเข้าที่ด้านล้อซ้ายหน้าแล้วเหยียบซ้ำบดร่างไป

โดยไม่รู้ว่าชิ้นส่วนอีกท่อนได้มีรถที่ตามหลังมาได้ลากชิ้นส่วนท่อนล่างติดรถไปไกลข้าม ไปอีกอำเภอหนึ่งกว่า 40 กิโลเมตร หลังจากนั้นตนเองจึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เข้าตรวจสอบ

ต่อมาภรรยาของผู้เสียชีวิตและญาติได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านนา โดยระบุว่า ผู้เสียชีวิตชื่อ นายสัมพันธ์ อายุ 57 ปี เป็นคนป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง และได้พามารักษาตัวกับหมอแผนโบราณที่อำเภอบ้านนา ประมาณ 3 เดือนแล้ว ซึ่งใกล้จากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร เวลาจะไปไหนจะใช้รถวีลแชร์ตลอดเวลา ส่วนสาเหตุที่ออกมาตอนดึกนั้นไม่มีใครทราบ

ทั้งนี้ คนขับรถบรรทุกพอเจอกับภรรยาของผู้เสียชีวิตก็ได้ยกมือไหว้ขอโทษ และกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาใดๆ เพราะคนชนไม่ได้หลบหนีคงต้องรอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง

ส.ส.พลังประชารัฐ แนะหมูแพงให้กินไก่ ตรรกะง่ายๆ แก้เนื้อหมูราคาโหด

นักการเมืองกับเรื่องหมูๆ เสนอแนวคิดถ้าหมูราคาแพง ก็เปลี่ยนไปกินไก่แทน 

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ เผยวิธีแก้ปัญหาราคาหมูแพง ว่า จากการลงพื้นที่เพื่อดูแลประชาชน พบว่าขณะนี้ราคาขายเนื้อหมูตามตลาดมีราคาที่สูงขึ้นมาก จนเจ้าของร้าน ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล บ่นว่าราคาแพงเกินไป “ตนคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่ตอนนี้ มีความต้องการซื้อมากขึ้น เพราะประชาชนได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร อาชีพอิสระและกลุ่มเปราะบาง ประกอบกับโรงเรียนเริ่มเปิดเทอมแล้ว มีการซื้ออาหารเพื่อทำอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ซึ่งตนคิดว่า พ่อค้าและเขียงหมูฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค” สัมฤทธิ์กล่าว

ตามข้อมูลที่นายสัมฤทธิ์อ้างถึงพบว่า ประเทศไทยมีการเลี้ยงหมูปีละประมาณ 20 ล้านตัว โดยร้อยละ 90 เป็นการขายในประเทศและส่งออกเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น “จากข้อมูลดังกล่าวจึงไม่น่าจะเกี่ยวกับการที่เราต้องส่งหมูออกไปขายยังต่างประเทศจำนวนมากจนราคาขึ้น และการที่มีคนบริโภคมากทำให้หมูขายดีอาจจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เอาเปรียบคนไทยด้วยกันเองในสถานการณ์ที่วิกฤตเช่นนี้” สัมฤทธิ์ให้ความคิดเห็น

อย่างไรก็ตาม นายสัมฤทธิ์ได้เสนอทางออกแบบง่ายๆ ว่า ขอเรียกร้องให้ประชาชนลดการบริโภคหมู แล้วหันไปกินไก่แทน เพราะมีราคาที่ถูกกว่าเท่าตัว และยังมีโปรตีนที่ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งกรณีนี้จะเหมือนกับตอนที่ไข่ไก่ราคาขึ้นในช่วงหลายเดือนก่อน เมื่อไข่ไก่แพงคนไม่ซื้อราคาก็ถูกลง เรื่องแบบนี้ตนไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย การเอาเปรียบผู้บริโภคซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันไม่ควรเกิดขึ้น

ชาวบ้านผวา ลือวิญญาณถูกฆ่า 3 ศพคดีดังโผล่โบกรถ พ่อผู้ตายลั่น อย่าเกาะกระแส

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2563 ผู้สื่อข่าว รายงานว่าที่ จ.นครพนม ความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีมีข่าวลือว่า มีรถขนส่ง ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ขับรถ ผ่านมาบริเวณ ถนนมหาสิทธิโชค เขตเทศบาลเมืองนครพนม ในช่วงเย็นเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และพบเรื่องราวประหลาด มีร่างคล้ายหญิงสาวปริศนาโบกขอขึ้นรถไปด้วย

โดยพนักงานขับรถเล่าว่า ตนเชื่อว่ามีดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต คือ น.ส.จิตรา อายุ 29 ปี สาวทอม หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากคดีถูกสามีโหด ยิงเสียชีวิต รวม 3 ศพ รวมกับแม่และน้องสาว อายุ 23 ปี จากความหึงหวง จนเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาบริเวณจุดเกิดเหตุ มีคนอ้างว่าพบวิญญาณเฮี้ยน โผล่มาโบกรถตอนดึก กลายเป็นข่าวลือสะพัดทั่วละแวกนั้น ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าผ่านช่วงกลางคืน

ผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พนักงานขับรถ เปิดเผยว่าเมื่อ 2 -3 วันก่อน ขณะตนขับรถ กลับมาจากทำงานขนส่งในตัวเมือง ช่วงใกล้ค่ำประมาณหกโมงเย็น  มุ่งหน้าไปบ้านของลูกสาวที่อยู่ในชุมชนเอื้ออาทร ต้องขับรถผ่านที่เกิดเหตุ พอถึงที่เกิดเหตุ สังเกตเห็นมีหญิงสาวลักษณะเป็นทอม สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืดสีฟ้า ผมสีทอง ลักษณะคล้ายคนที่เสียชีวิต มายืนโบกรถ และได้ยินเสียงแว่วๆ ว่าขอกลับไปบ้านด้วย จำได้แม่นเพราะในวันเกิดเหตุตนมาดูศพที่เสียชีวิต ตอนนั้นกลัวมากกลัว และตะโกนตอบไปว่าไปไม่ได้ กำลังรีบ และไม่ได้ไปทางเดียวกัน ก่อนจะขับรถหนี ตนเชื่อว่า น่าจะเป็นวิญญาณสาวทอมที่ตาย มาปรากฏตัวให้เห็น จึงนำเรื่องไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ใช่ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

ขณะเดียวกัน หลังมีข่าวลือสะพัดออกไป ทางด้าน นายไพจิตร อายุ 60 ปี พ่อของผู้เสียชีวิต ออกมาเปิดเผยว่า  หลังทราบข่าวตนไม่เชื่อ เพราะหลังลูกสาว ทั้ง 2 คน และภรรยาที่เสียชีวิต รวม 3 ศพ ตนได้ทำพิธีตามประเพณี  เชิญวิญญาณจากที่เกิดเหตุ รวมถึงประกอบพิธีทางศาสนาตามประเพณี เชื่อว่าภรรยาและลูกสาวทั้ง 2 คน ได้รับอานิสงส์ผลบุญไปสวรรค์แล้ว ทุกครั้งตนจะอธิษฐานบอกกล่าวตลอดว่า ไม่ให้ห่วงและขอให้ไปสู่สุขติ แม้แต่ตนเอง จะฝันถึงภรรยา หรือลูกสักครั้งก็ยังไม่เคย สำหรับข่าวลือออกมา ตนมองว่าคิดไปเอง หรือมีอาการเมามากกว่า หรืออาจพูดขึ้นมาต้องการสร้างกระแส อยากดัง สำหรับตนแล้ว ไม่ได้สนใจกับคำร่ำลือใดๆทั้งสิ้น